OROVA.VN — BIZ AI AGENT
Guide

ROAS ควรเป็นเท่าไหร่: วิธีคำนวณและตั้งค่าโฆษณาใน 6 ขั้นตอน (2026)

ROAS ควรเป็นเท่าไหร่: วิธีคำนวณและตั้งค่าโฆษณาใน 6 ขั้นตอน (2026)

การหาคำตอบว่า ROAS ควรเป็นเท่าไหร่ เป็นคำถามชี้ขาดความอยู่รอดของธุรกิจที่ยิงแอดออนไลน์ คำตอบสั้นคือ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกร้าน ROAS ต้องสูงกว่าจุดคุ้มทุน (Break-even ROAS) ของสินค้าคุณเอง ซึ่งคำนวณจาก ราคาขาย ÷ กำไรส่วนเกินต่อชิ้นหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม และค่าตีกลับ COD แล้วตั้งเป้าหมายสูงกว่าจุดนั้นอีกราว 20% ถึง 30% ตัวอย่างเช่น สินค้าราคา 500 บาทที่เหลือกำไรส่วนเกิน 175 บาท มีจุดคุ้มทุนที่ 2.85 เท่า จึงควรตั้งเป้าราว 3.4 ถึง 3.7 เท่า หากคุณคำนวณตัวเลขนี้ผิดพลาด คุณอาจต้องเผชิญกับภาวะยอดขายพุ่งสูงแต่เงินในบัญชีติดลบ เมื่อคุณทำตามคู่มือนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่คุณจะได้รับคือตัวเลขจุดคุ้มทุนที่แท้จริงซึ่งหักค่าธรรมเนียมและค่าตีกลับพัสดุครบถ้วน ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานสำหรับธุรกิจในประเทศไทย และแนวทางการตั้งค่าเป้าหมายผลตอบแทนในระบบโฆษณาเพื่อการสเกลยอดขายอย่างมีกำไร ก่อนเริ่มลงมือทำ สิ่งที่คุณต้องเตรียมคือข้อมูลต้นทุนสินค้า ค่าบริการแพลตฟอร์ม สิทธิ์ผู้ดูแลบัญชีโฆษณา และเวลาประมาณ 45 นาที คู่มือนี้ไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการยิงแอดเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์โดยไม่เน้นยอดขาย หรือผู้ที่ยังไม่มีข้อมูลต้นทุนสินค้าที่ชัดเจน

ROAS ควรเป็นเท่าไหร่: เกณฑ์ตัดสินความคุ้มค่าและภาพรวมกระบวนการ

การรู้ว่า ROAS ควรเป็นเท่าไหร่ ช่วยให้คุณกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายโฆษณาและวางแผนทำกำไรได้อย่างแม่นยำ กระบวนการคำนวณและตั้งค่าทั้งหมดมี 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมต้นทุนจริง การหาจุดคุ้มทุน การเทียบมาตรฐานธุรกิจ การตั้งค่าในระบบโฆษณา การกระทบยอดข้ามแพลตฟอร์ม และการปรับแผนสเกลแอด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที

หมวดเทมเพลตการตลาดใน Looker Studio Report Gallery มีรายงาน Google Account CPA / ROAS Tool สำหรับติดตาม ROAS รายแคมเปญและรายบัญชี
หมวดเทมเพลตการตลาดใน Looker Studio Report Gallery มีรายงาน Google Account CPA / ROAS Tool สำหรับติดตาม ROAS รายแคมเปญและรายบัญชี

ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend (อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ ROAS คืออะไร) หมายถึงอัตราผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณา คำนวณโดยการนำรายได้จากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณา ตัวอย่างเช่น หากคุณจ่ายค่าแอด 10,000 บาท แล้วสร้างยอดขายได้ 40,000 บาท ค่า ROAS ของคุณจะเท่ากับ 4.0 หรือ 400% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้บอกเพียงสัดส่วนรายได้ แต่ไม่ได้สะท้อนกำไรสุทธิหากยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าและค่าดำเนินการ ตามหน้าช่วยเหลือ About Target ROAS bidding ของ Google Ads ระบบ Smart Bidding จะใช้ข้อมูลคอนเวอร์ชันในอดีตและสัญญาณแบบเรียลไทม์เพื่อปรับราคาเสนอในทุกการประมูล ดังนั้นการเข้าใจโครงสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงจึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุด

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มคำนวณและตั้งค่า ROAS

ก่อนเริ่มกระบวนการคำนวณและตั้งค่า ROAS คุณจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลและสิทธิ์การเข้าถึงระบบให้พร้อม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำสูงสุด ตารางด้านล่างนี้สรุปรายการที่คุณต้องเตรียมก่อนเริ่มต้น

สิ่งที่ต้องเตรียมหาได้จากที่ไหนเวลาที่ใช้ผลกระทบหากไม่มี
ต้นทุนสินค้าต่อหน่วย (COGS)บัญชีต้นทุนหรือใบสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน10 นาทีไม่สามารถคำนวณจุดคุ้มทุนจริงได้ ประเมินกำไรผิดพลาด
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและระบบชำระเงินรายงานสรุปการเงินบน Shopee, Lazada, TikTok Shop10 นาทีจุดคุ้มทุนต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ยิงแอดขาดทุนแฝง
สถิติอัตราการตีกลับพัสดุเก็บเงินปลายทาง (COD)ระบบจัดการหลังบ้านหรือรายงานขนส่งย้อนหลัง 30 วัน10 นาทีคำนวณต้นทุนค่าจัดส่งผิดพลาด ขาดทุนจากพัสดุตีกลับ
สิทธิ์จัดการบัญชีโฆษณา (Admin/Advertiser)Meta Ads Manager, Google Ads, TikTok Ads5 นาทีไม่สามารถเข้าไปปรับกลยุทธ์การเสนอราคาจริงได้
สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล Google Analytics 4 (GA4)หน้าจัดการระบบ Google Analytics10 นาทีไม่สามารถกระทบยอดตัดยอดขายนับซ้ำข้ามแพลตฟอร์มได้

ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมต้นทุนจริงและค่าธรรมเนียมแฝงสำหรับคำนวณ ROAS

รวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อการขายสินค้าหนึ่งชิ้นโดยไม่ตกหล่นต้นทุนแฝง

เปิดรายงานสรุปการเงินจากศูนย์ผู้ขายมาร์เก็ตเพลส เช่น Shopee Seller Centre หรือ TikTok Shop Seller Center ควบคู่กับสมุดบัญชีรายจ่าย ดาวน์โหลดรายงานคำสั่งซื้อย้อนหลัง 30 ถึง 60 วัน ตรวจสอบและบันทึกข้อมูล 5 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นทุนสินค้าต่อหน่วย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ค่ากล่องพัสดุและบับเบิ้ลกันกระแทก ค่าคอมมิชชันและค่าบริการทำธุรกรรมของแพลตฟอร์ม ค่าส่งพัสดุส่วนที่ผู้ขายต้องออกเอง และอัตราการปฏิเสธพัสดุตีกลับแบบชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD)

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ เอกสารสเปรดชีตที่มีตารางแจกแจงรายการต้นทุนต่อหน่วยครบถ้วนทุกบรรทัด พร้อมตัวเลขสรุปรวมค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายผันแปรต่อหนึ่งคำสั่งซื้ออย่างชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การนำเฉพาะราคาซื้อสินค้าจากโรงงานมาคิดเป็นต้นทุน โดยลืมบวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 10% ถึง 14% และค่าจัดส่งพัสดุตีกลับ สัญญาณเตือนคือเมื่อคำนวณแล้วรู้สึกว่ากำไรต่อชิ้นสูงมาก แต่งบดุลเงินสดยังคงร่อยหรอ วิธีแก้ไขคือต้องดึงรายงานหักเงินสุทธิจากระบบกระเป๋าเงินของผู้ขายมาเปรียบเทียบกับราคาขายจริงเสมอ

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณจุดคุ้มทุน Break-even ROAS ที่แท้จริง

คำนวณหาค่าจุดคุ้มทุนโฆษณาที่แท้จริงเพื่อใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างการยิงแอดมีกำไรกับการยิงแอดขาดทุน

สูตรการคำนวณจุดคุ้มทุน Break-even ROAS โดยนำราคาขายหารด้วยกำไรส่วนเกินต่อชิ้นหลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าตีกลับ COD
สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนที่แท้จริงช่วยให้ผู้ยิงแอดไม่ประเมินผลกำไรสูงเกินจริงจากการละเลยต้นทุนแฝง

เปิดโปรแกรมสเปรดชีตและใช้สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน โดยทำความเข้าใจ วิธีคำนวณ Break-even ROAS ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำ 1 หารด้วยอัตรากำไรขั้นต้นแบบทั่วไป แต่ต้องนำค่าธรรมเนียมและค่าตีกลับ COD มาร่วมคำนวณด้วย สูตรคือ ราคาขายสุทธิ หารด้วย กำไรส่วนเกินต่อชิ้น (ราคาขาย หักต้นทุนสินค้า ค่าคอมมิชชัน ค่าแพ็กเกจจิ้ง และต้นทุนพัสดุตีกลับเฉลี่ย)

ร้านค้าออนไลน์ที่รับชำระเงินปลายทางมักมีพัสดุส่วนหนึ่งถูกปฏิเสธและตีกลับ ซึ่งร้านต้องรับค่าขนส่งไป-กลับเอง ให้ดึงอัตราตีกลับจริงของร้านคุณจากรายงานขนส่งย้อนหลัง (ตัวอย่างในตารางด้านล่างใช้ 15%) หากคุณไม่นำตัวเลขนี้มาคำนวณ จุดคุ้มทุนที่คุณประเมินไว้จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก

ตารางด้านล่างแสดงกรณีศึกษาการเปรียบเทียบจุดคุ้มทุนของสินค้าชิ้นหนึ่งที่มีราคาขาย 500 บาท เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างการคิดต้นทุนแบบทั่วไปกับการคิดต้นทุนรวมค่าธรรมเนียมและ COD ครบถ้วน

รายการต้นทุนและตัวชี้วัดการคิดต้นทุนแบบทั่วไป (ไม่รวมค่าแฝง)การคิดต้นทุนจริงรวมค่าธรรมเนียมและ COD
ราคาขายปลีก (บาท)500500
ต้นทุนสินค้าต่อชิ้น (COGS) (บาท)200 (40%)200 (40%)
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและธุรกรรม 12% (บาท)0 (ละเลย)60
ค่ากล่องพัสดุและแพ็กเกจจิ้ง (บาท)0 (ละเลย)20
ต้นทุนความเสี่ยงพัสดุตีกลับ COD 15% (บาท)0 (ละเลย)45 (ค่าขนส่งไป-กลับและค่าเสียหายเฉลี่ย)
กำไรส่วนเกินที่เหลือจริงสำหรับค่าแอด (บาท)300175
Break-even ROAS ที่คำนวณได้1.67 (167%)2.85 (285%)

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นขนาดกลางยอดขาย 800,000 บาทต่อเดือน ผู้จัดการร้านทำการรวบรวมสลิปสั่งซื้อย้อนหลัง 60 วัน ตรวจสอบค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม 13% และพบว่ามีออเดอร์ COD ตีกลับถึง 16% จึงได้ปรับเปลี่ยนสูตรคำนวณในสเปรดชีตใหม่ จุดติดขัดเดิมคือร้านตั้งเป้าหมาย ROAS ไว้ที่ 2.0 ตามสูตรทั่วไปทำให้เงินสดขาดมือ เมื่อเปลี่ยนมาใช้สูตรหักค่าแฝงครบถ้วนพบว่าจุดคุ้มทุนจริงอยู่ที่ 2.85 จึงปรับเกณฑ์การปิดแอดใหม่ ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารสิ้นเดือนกลับมาเป็นบวกสอดคล้องกับรายงานยอดขาย

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ เซลล์ในสเปรดชีตแสดงตัวเลข Break-even ROAS ที่แท้จริง เช่น 2.85 เท่า ซึ่งหมายความว่าทุกการยิงแอด 100 บาท คุณต้องสร้างยอดขายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 285 บาทจึงจะเท่าทุน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การยึดตัวเลข 1.67 เท่าแล้วคิดว่าปลอดภัย สัญญาณเตือนคือแอดในระบบขึ้นว่ามีกำไรสวยหรูแต่นำเงินไปหมุนสต็อกต่อไม่ได้ วิธีแก้ไขคือต้องนำค่าใช้จ่ายพัสดุตีกลับและค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสใส่ลงในสูตรคำนวณกำไรส่วนเกินทุกครั้ง

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดเป้าหมาย Target ROAS อิงเกณฑ์มาตรฐานธุรกิจไทย

กำหนดตัวเลขเป้าหมายผลตอบแทนโฆษณาที่ปลอดภัยโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมในประเทศไทย

เมื่อคุณได้ตัวเลข Break-even ROAS แล้ว การตั้งเป้าหมายจริง (Target ROAS) จะต้องบวกส่วนต่างกำไรสุทธิที่ต้องการเข้าไปอย่างน้อย 20% ถึง 30% สำหรับการดำเนินธุรกิจและรองรับการขยายสเกล การตั้งเป้าหมายลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบในตลาดไทยอาจทำให้คุณตั้งเป้าสูงเกินไปจนแอดไม่นำส่ง หรือตั้งเป้าต่ำเกินไปจนไม่มีกำไรสะสม ตารางด้านล่างนี้เป็นช่วงประมาณการสำหรับ 8 กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ใช้เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ใช่สถิติทางการ คอลัมน์ Break-even คำนวณจาก 1 ÷ อัตรากำไรขั้นต้น (ยังไม่หักค่าธรรมเนียมและค่าตีกลับ) เมื่อหักค่าแฝงแล้วจุดคุ้มทุนจริงจะสูงกว่านี้ จึงควรแทนด้วยตัวเลขของร้านคุณเสมอ

กลุ่มธุรกิจ (Industry)อัตรากำไรขั้นต้นโดยประมาณ (Gross Margin)Break-even ROAS จากกำไรขั้นต้น (1 ÷ margin)ช่วง Target ROAS ตัวอย่างหลังหักค่าแฝง
อาหารเสริมและสุขภาพ70% - 80%1.25x - 1.43x2.5x - 3.5x
สกินแคร์และเครื่องสำอาง65% - 75%1.33x - 1.54x2.5x - 3.2x
แฟชั่นและเสื้อผ้าสำเร็จรูป50% - 60%1.67x - 2.00x3.0x - 4.0x
ของใช้ในบ้านและของตกแต่ง45% - 55%1.82x - 2.22x3.2x - 4.2x
แม่และเด็ก40% - 50%2.00x - 2.50x3.5x - 4.5x
อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม35% - 45%2.22x - 2.86x3.8x - 5.0x
อุปกรณ์ประดับยนต์และเครื่องมือช่าง30% - 40%2.50x - 3.33x4.2x - 5.5x
แกดเจ็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์15% - 25%4.00x - 6.67x6.0x - 8.0x

สเกลแอดในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ต้องการค่า ROAS สูงมากเนื่องจากอัตรากำไรต่อชิ้นบางเฉียบ ในขณะที่อาหารเสริมและสกินแคร์สามารถยอมรับค่า ROAS ที่ต่ำกว่าได้เพราะมีมาร์จิ้นกว้างและมีโอกาสซื้อซ้ำสูงกว่า

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ ตัวเลข Target ROAS ที่คุณระบุเป็นเป้าหมายในแผนงาน มีค่าสูงกว่า Break-even ROAS ของคุณและอยู่ในช่วงที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมในตาราง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การนำเกณฑ์ของธุรกิจอื่นมาใช้กับธุรกิจของตนเอง เช่น ผู้ขายอุปกรณ์ไอทีนำเป้าหมาย ROAS 2.5x ของธุรกิจสกินแคร์มาใช้ ทำให้ขาดทุนทุกออเดอร์ สัญญาณเตือนคือสินค้าขายดีมากแต่กำไรสุทธิรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง วิธีแก้ไขคือต้องยึดอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าตนเองเป็นหลักเสมอ

OROVA ADS ประยุกต์ใช้ AI Agent เพื่อทำงานอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณาบน Google, Meta และ TikTok สเกลงบประมาณได้อย่างปลอดภัย เฝ้าติดตามตลอด 24/7 และขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

สัมผัสประสบการณ์โซลูชันได้ที่ orova.vn/ads

ขั้นตอนที่ 4: ตั้งค่าเป้าหมาย ROAS ใน Google Ads และ Meta Ads

นำตัวเลข Target ROAS ที่คำนวณได้ไปกำหนดลงในกลยุทธ์การเสนอราคาบนตัวจัดการโฆษณาอย่างถูกต้อง

ผังกรอบการตัดสินใจกำหนดค่า Target ROAS ตามระดับอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ช่วงตัวเลขเป็นตัวอย่างประมาณการจากตารางในขั้นตอนนี้ ควรคำนวณจากจุดคุ้มทุนจริงของร้านคุณเสมอ

เปิดตัวจัดการโฆษณาของแพลตฟอร์มที่คุณใช้งาน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาช่องทาง ลงโฆษณาที่ไหนดี ระหว่างการค้นหาและโซเชียลมีเดีย การเลือกใช้กลยุทธ์การเสนอราคาแบบอิงมูลค่าคอนเวอร์ชันถือเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมต้นทุน หากคุณกำลังเริ่มต้นสร้างบัญชีใหม่ สามารถศึกษาคู่มือ การสมัคร Google Ads เพื่อเตรียมโครงสร้างบัญชีให้พร้อมรองรับระบบ Smart Bidding

สำหรับผู้ที่สงสัยว่า Target ROAS Facebook Ads ตั้งยังไง บน Meta Ads Manager ให้เข้าไปที่ระดับชุดโฆษณา (Ad Set) เลื่อนลงมาที่หัวข้อการเพิ่มประสิทธิภาพและการแสดงผล (Optimization & Delivery) เลือกเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพเป็นมูลค่าคอนเวอร์ชัน (Conversion Value) จากนั้นทำเครื่องหมายถูกที่ช่องเป้าหมาย ROAS (ROAS goal) แล้วกรอกตัวเลขทศนิยม เช่น 2.85

สำหรับ Google Ads ให้เข้าไปที่การตั้งค่าแคมเปญ (Campaign Settings) เลือกหัวข้อการเสนอราคา (Bidding) เปลี่ยนเป็นเพิ่มมูลค่า Conversion สูงสุด (Maximize conversion value) จากนั้นทำเครื่องหมายถูกที่กำหนดผลตอบแทนเป้าหมายจากค่าโฆษณา (Set a target return on ad spend) แล้วกรอกเปอร์เซ็นต์ เช่น 285%

ศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta อธิบายว่า หากตั้งเป้าหมายผลตอบแทนขั้นต่ำ (ROAS goal) สูงเกินกว่าที่บัญชีทำได้จริง ระบบอาจนำส่งโฆษณาได้น้อยลงและใช้งบไม่หมด ดังนั้นในการตั้งค่าช่วงแรก ควรตั้งให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยจริงย้อนหลัง 14 วันก่อนเสมอ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ดูแลการตลาดของแบรนด์ของแต่งบ้านออนไลน์ใช้งบแอดวันละ 6,000 บาท เข้าไปตั้งค่าใน Meta Ads Manager เพื่อเปลี่ยนจาก Highest Volume มาเป็น ROAS goal ที่ 3.50 ทันที จุดติดขัดคือวันถัดมาระบบหยุดการนำส่ง ยอดใช้จ่ายเหลือเพียง 300 บาทต่อวันเนื่องจากระบบประมูลไม่สามารถหาผู้ซื้อที่ให้ผลตอบแทนสูงขนาดนั้นได้ในทันที วิธีแก้ไขคือผู้ดูแลได้ปรับลดตัวเลขเป้าหมายลงมาเหลือ 2.60 ให้ระบบเริ่มนำส่งและสะสมข้อมูลคอนเวอร์ชัน 7 วัน จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับขึ้นทีละ 10% จนแตะ 3.20 ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ แคมเปญกลับมาใช้งบได้ตามปกติและแสดงค่า ROAS เฉลี่ยคงที่บนแดชบอร์ด

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ ในหน้าแสดงรายการชุดโฆษณาหรือแคมเปญ คอลัมน์กลยุทธ์การเสนอราคา (Bid Strategy) จะแสดงสถานะเป้าหมาย ROAS อย่างชัดเจน และกราฟการนำส่งโฆษณาไม่หยุดชะงัก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การเปิดใช้ Target ROAS ในแคมเปญที่เพิ่งสร้างใหม่และยังไม่มีประวัติการซื้อ สัญญาณเตือนคือโฆษณาไม่ยอมใช้งบประมาณหรือติดสถานะการเรียนรู้ถูกจำกัด (Learning Limited) วิธีแก้ไขคือต้องรันด้วยกลยุทธ์ยอดซื้อสูงสุดจนสะสมยอดคอนเวอร์ชันครบอย่างน้อย 30 ถึง 50 รายการก่อนเริ่มเปิดใช้ Target ROAS

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบ Blended ROAS และกระทบยอดตัดยอดซ้ำซ้อน

กระทบยอดข้อมูลรายได้และค่าโฆษณาข้ามช่องทางเพื่อตัดยอดขายที่ถูกนับซ้ำซ้อนและประเมินผลกำไรที่แท้จริง

หลายคนที่ยิงแอดหลายช่องทางมักสงสัยว่า ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร โดยพื้นฐานแล้ว ROAS วัดเฉพาะรายได้ต่อค่าโฆษณาในแคมเปญนั้นๆ ส่วน ROI (Return on Investment) วัดกำไรสุทธิต่อเงินลงทุนทั้งหมด ปัญหาใหญ่คือเมื่อคุณยิงแอดทั้ง Meta, Google และ TikTok พร้อมกัน ลูกค้าหนึ่งคนอาจเห็นแอดจาก Meta แล้วไปค้นหาบน Google ก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้ทั้งสองแพลตฟอร์มอ้างสิทธิ์คอนเวอร์ชันชิ้นเดียวกัน ส่งผลให้ตัวเลข ROAS ใน Ad Manager สองระบบดูสูงมากแต่รายได้จริงในบัญชีมีเพียงยอดเดียว

การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการคำนวณ Blended ROAS หรือ MER (Marketing Efficiency Ratio) โดยใช้สูตร รายได้สุทธิรวมทั้งหมดจากทุกช่องทาง หารด้วย ค่าใช้จ่ายโฆษณารวมทั้งหมด สำหรับการดูภาพรวมแบบองค์รวม แนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง โปรแกรมทำ Dashboard เพื่อรวบรวมข้อมูลรายรับรายจ่ายแบบรวมศูนย์

เกณฑ์เปรียบเทียบChannel ROASBlended ROAS (MER)
แหล่งข้อมูลรายงานใน Ad Manager แต่ละช่องทางรายได้รวมจริงในบัญชีและระบบหลังบ้าน
วิธีคำนวณรายได้ที่แพลตฟอร์มอ้างสิทธิ์ ÷ ค่าแอดของช่องทางนั้นรายได้สุทธิรวม ÷ ค่าแอดทุกช่องทางรวมกัน
ความเสี่ยงนับยอดขายซ้ำเมื่อลูกค้าเห็นแอดหลายช่องทาง ตัวเลขมักสูงกว่าจริงไม่บอกว่าแคมเปญใดทำงานดี ต้องดูคู่กับรายช่องทาง
ใช้ตัดสินใจเรื่องปรับชิ้นงานและกลุ่มเป้าหมายรายแคมเปญเกณฑ์ชี้ขาดทางการเงินว่ายิงแอดมีกำไรหรือไม่

ขั้นตอนกระทบยอด 3 ทางเพื่อหา Blended ROAS ที่แม่นยำ

กระบวนการกระทบยอด 3 ทางประกอบด้วยการดึงข้อมูลจากสามแหล่งสำคัญ ประการแรก ดึงค่าใช้จ่ายโฆษณาจริงจากตัวจัดการโฆษณาทุกช่องทางมารวมกัน ประการที่สอง ดึงยอดขายและเงินโอนจริงจากระบบจัดการคำสั่งซื้อหลังบ้านหรือ ERP ประการที่สาม ตรวจสอบเส้นทางคอนเวอร์ชันข้ามช่องทางใน Google Analytics 4 (GA4) ผ่านแบบจำลอง Data-driven Attribution เพื่อดูว่าช่องทางใดมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แผนผังกระบวนการ 4 ขั้นตอนในการกระทบยอดข้อมูลโฆษณา 3 ทางระหว่าง Ad Manager, GA4 และระบบจัดการออเดอร์หลังบ้าน
การกระทบยอด 3 ทางช่วยตัดยอดขายที่ถูกนับซ้ำระหว่างหลายแพลตฟอร์ม ทำให้เห็นผลตอบแทนที่แท้จริง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ร้านจำหน่ายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งขนาดเล็กใช้งบโฆษณาเฉลี่ยวันละ 5,000 บาทบน Meta และ 3,000 บาทบน TikTok ในรายงาน Meta แสดง ROAS 4.5 และ TikTok แสดง ROAS 4.0 แต่เมื่อตรวจเช็กยอดเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารกลับพบว่ารายได้รวมมีเพียง 24,000 บาท เจ้าของร้านจึงทำการส่งออกรายงานออเดอร์และจับคู่รหัสคำสั่งซื้อข้ามระบบ จุดติดขัดคือพบว่ากว่า 40% ของลูกค้าคลิกดูคลิป TikTok แล้วมากดสั่งซื้อผ่านลิงก์บนโพสต์ Facebook วิธีแก้ไขคือเจ้าของร้านเปลี่ยนเกณฑ์การตัดสินใจมาใช้ Blended ROAS ซึ่งคำนวณได้ 3.0 (24,000 / 8,000) และปรับเกณฑ์งบประมาณตามภาพรวมแทน ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ ตารางกระทบยอดประจำสัปดาห์แสดงตัวเลขยอดขายในบัญชีตรงกับตัวเลขจัดส่งพัสดุจริง

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ ตารางรายงานสรุปรายสัปดาห์ที่มีช่องคำนวณ Blended ROAS ประจำวัน ซึ่งสะท้อนกระแสเงินสดที่ตรงกับเงินเข้าบัญชีธนาคาร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การนำตัวเลข ROAS ของแต่ละช่องทางมาบวกกันแล้วหาค่าเฉลี่ยตรงๆ สัญญาณเตือนคือตัวเลขเฉลี่ยบนกระดาษดูดีแต่ยอดเงินหมุนเวียนในบริษัทลดลงเรื่อยๆ วิธีแก้ไขคือต้องใช้สูตรหารผลรวมรายได้ด้วยผลรวมค่าแอดเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 6: ปรับกลยุทธ์ Target ROAS ตาม 3 ระยะการสเกลแอด

ปรับเปลี่ยนเป้าหมาย ROAS อย่างยืดหยุ่นในแต่ละช่วงวงจรชีวิตของแคมเปญเพื่อเพิ่มปริมาณยอดขายโดยรวม

เมื่อคุณเริ่มเพิ่มงบประมาณโฆษณา เช่น ขยายจาก 2,000 บาท เป็น 20,000 บาทต่อวัน ค่า ROAS จะลดลงตามธรรมชาติเสมอ เนื่องจากระบบต้องขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ใช้ที่มีความสนใจรองลงมา หากคุณตั้ง Target ROAS ไว้สูงอย่างคงที่ ระบบโฆษณาจะบีบการนำส่งจนแอดหยุดทำงาน การปรับกลยุทธ์จึงต้องแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะทดสอบ (Testing) ระยะเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) และระยะสเกลยอดขาย (Scaling)

ในระยะทดสอบ ควรมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลคอนเวอร์ชันโดยยังไม่จำกัดเป้าหมาย ROAS หรือตั้งไว้เท่ากับ Break-even เมื่อเข้าสู่ระยะเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ตั้งเป้าหมายสูงกว่าจุดคุ้มทุน 20% ถึง 30% เพื่อสร้างผลกำไรคงที่ และเมื่อเข้าสู่ระยะสเกล คุณควรยอมรับการลดลงของ ROAS ได้ประมาณ 15% ถึง 25% ตราบใดที่กำไรสุทธิรวม (Total Net Profit) ยังคงเพิ่มขึ้น

ระยะเป้าหมายหลักการตั้ง Target ROASสัญญาณว่าพร้อมไปขั้นถัดไป
ระยะที่ 1: ทดสอบสินค้าและคอนเทนต์เก็บข้อมูลคอนเวอร์ชันให้ระบบเรียนรู้ไม่จำกัด หรือตั้งเท่า Break-evenสะสมคอนเวอร์ชันได้ 30 ถึง 50 รายการ
ระยะที่ 2: เพิ่มประสิทธิภาพคงที่สร้างกำไรและกระแสเงินสดสูงกว่าจุดคุ้มทุน 20% ถึง 30%ROAS คงที่ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน
ระยะที่ 3: ขยายสเกลงบโฆษณาเพิ่มยอดขายและกำไรสุทธิรวมยอมให้ลดลง 15% ถึง 25% แต่ไม่ต่ำกว่า Break-evenกำไรสุทธิรวมที่เป็นตัวเงินยังเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์จัดลำดับความสำคัญในการสเกลแอด

การตัดสินใจปรับงบประมาณและเป้าหมาย ROAS สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบตามขนาดงบประมาณและประสิทธิภาพ หากแคมเปญมี ROAS สูงและงบประมาณยังน้อย ให้เพิ่มงบทีละ 15% และรักษาระดับเป้าหมายเดิม หากมี ROAS สูงและต้องการสเกลเชิงรุก สามารถเพิ่มงบได้ทันทีโดยยอมรับค่า ROAS ที่ดรอปลง หาก ROAS เริ่มลดลงใกล้จุดคุ้มทุนแต่ใช้งบสูง ต้องลดงบหรือหยุดโฆษณาเพื่อป้องกันการขาดทุน

เมทริกซ์ 2x2 สำหรับการตัดสินใจปรับงบประมาณและเป้าหมาย Target ROAS ตามขนาดงบและประสิทธิภาพแคมเปญ
ช่วยให้ผู้ดูแลแคมเปญตัดสินใจได้ทันท่วงทีว่าเมื่อใดควรเร่งสเกล หรือเมื่อใดควรจำกัดงบโฆษณา

ผลลัพธ์ที่ตรวจเช็กได้ด้วยตาคือ กราฟแสดงยอดขายรวมที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เส้นแสดงค่าเฉลี่ย ROAS จะมีความลาดลงเล็กน้อย แต่กราฟกำไรสุทธิที่เป็นตัวเงินจริงยังคงชี้ขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในขั้นตอนนี้คือ การตื่นตระหนกเมื่อเห็นค่า ROAS ลดลงจาก 4.0 เหลือ 3.2 หลังเพิ่มงบ แล้วรีบปิดแอดทันที สัญญาณเตือนคือยอดขายรวมดิ่งลงอย่างรวดเร็วและธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ วิธีแก้ไขคือต้องคำนวณกำไรสุทธิรวมที่เป็นตัวเงินจริงก่อนตัดสินใจปรับลดงบเสมอ

ตารางสรุปขั้นตอนและ Checklist การตั้งค่า ROAS แบบพร้อมใช้งาน

เพื่อให้คุณสามารถนำกระบวนการทั้งหมดไปปฏิบัติตามหรือมอบหมายให้ทีมงานทำได้อย่างถูกต้อง ตารางด้านล่างนี้สรุปภาพรวม 6 ขั้นตอนหลัก สัญญาณการเสร็จสมบูรณ์ และเวลาประเมินโดยประมาณที่คุณสามารถบันทึกหรือพิมพ์ออกมาใช้งานได้ทันที

ขั้นตอนงานหลักที่ต้องทำสัญญาณว่าเสร็จสมบูรณ์เวลาโดยประมาณ
ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมต้นทุนจริงดึงรายงาน COGS ค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลส และค่าส่ง CODมีตารางแจกแจงต้นทุนผันแปรและคงที่ครบถ้วนทุกบรรทัด10 นาที
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณจุดคุ้มทุนนำราคาขายหารด้วยกำไรส่วนเกินจริงเพื่อหา Break-even ROASมีตัวเลข Break-even ROAS ที่หักค่าแฝงแล้วในสเปรดชีต10 นาที
ขั้นตอนที่ 3: กำหนด Target ROASเปรียบเทียบกับตารางมาตรฐานธุรกิจไทยและบวกส่วนต่างกำไรตัวเลข Target ROAS ปลอดภัยที่สูงกว่าจุดคุ้มทุน 20% - 30%5 นาที
ขั้นตอนที่ 4: ตั้งค่าในระบบแอดกำหนด ROAS goal บน Meta Ads และ Target ROAS บน Googleคอลัมน์กลยุทธ์การเสนอราคาใน Ad Manager แสดงค่าเป้าหมาย10 นาที
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบ Blended ROASดึงยอดขายหลังบ้านตัดยอดนับซ้ำข้ามแพลตฟอร์มด้วย GA4มีรายงานสรุป Blended ROAS ประจำสัปดาห์ตรงกับเงินในบัญชี15 นาที
ขั้นตอนที่ 6: ปรับจูนตามระยะสเกลปรับลดเป้าหมาย ROAS อย่างยืดหยุ่น 15% - 25% เมื่อขยายงบแอดกำไรสุทธิรวมเติบโตต่อเนื่องแม้ค่าเฉลี่ย ROAS ย่อตัวลงเล็กน้อย10 นาที

สเกลงบประมาณแต่กลัวประสิทธิภาพพัง?

ผสานรวม OROVA ADS ทันที - AI Agent ที่เฝ้าติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา Google, Meta, TikTok โดยอัตโนมัติตลอด 24/7 ตอนนี้ การขยายและจำลองทีม Performance Ads อยู่ห่างจากคุณเพียงคลิกเดียว

สัมผัสประสบการณ์ได้ทันทีที่: orova.vn/ads

ข้อผิดพลาดทั่วไปในการตั้งค่า ROAS และวิธีแก้ไข

ในการปฏิบัติงานจริง ผู้ยิงแอดมักจะเผชิญกับอุปสรรคที่ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนโฆษณาไม่เป็นไปตามแผน ตารางด้านล่างนี้รวบรวม 6 ข้อผิดพลาดสำคัญ สาเหตุที่พบบ่อย และแนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดสาเหตุที่พบบ่อยวิธีแก้ไข
แอดหยุดนำส่งหลังตั้งค่า Target ROASตั้งตัวเลขเป้าหมายสูงเกินกว่าประสิทธิภาพเฉลี่ยของบัญชีปรับลดเป้าหมายลงมาให้ใกล้เคียงผลลัพธ์ย้อนหลัง 14 วัน แล้วค่อยปรับขึ้นทีละ 10%
ค่า ROAS บนแดชบอร์ดสูงแต่ขาดทุนจริงไม่ได้นำค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าพัสดุตีกลับ COD มาคำนวณคำนวณจุดคุ้มทุนใหม่ด้วยกำไรส่วนเกินจริงที่หักค่าแฝงทั้งหมด
ยอดคอนเวอร์ชันนับซ้ำระหว่างช่องทางMeta และ Google ใช้ช่วงเวลา Attribution ที่ทับซ้อนกันยึดตัวเลข Blended ROAS และตรวจสอบเส้นทางใน GA4 เป็นหลัก
แคมเปญติดสถานะ Learning Limitedจำนวนคอนเวอร์ชันไม่ถึง 50 ครั้งต่อสัปดาห์ตามเกณฑ์ของระบบรวมกลุ่มชุดโฆษณาหรือขยายกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนคอนเวอร์ชัน
ปิดแอดเร็วเกินไปเมื่อเห็น ROAS ลดการหน่วงของข้อมูลคอนเวอร์ชัน (Conversion Lag) ในผู้ซื้อที่ตัดสินใจช้ารอประเมินผลรอบ 7 วันขึ้นไปก่อนตัดสินใจปรับงบประมาณ
ตั้งเป้าหมายเดียวกันกับทุกแคมเปญไม่ได้แยกแคมเปญตามบทบาท เช่น การหาลูกค้าใหม่กับการตามลูกค้าเก่าตั้ง Target ROAS ต่ำในแคมเปญต้นกรวย และตั้งค่าสูงในแคมเปญรีทาร์เก็ต

สำหรับธุรกิจที่บริหารแคมเปญพร้อมกันหลายช่องทาง Orova Ads ช่วยรวมการจัดการ Google Ads (รวมถึง PMax), Meta และ TikTok Ads ไว้ในตารางเดียว ซิงค์ข้อมูลตามรอบเวลาที่คุณตั้ง และรับคอนเวอร์ชันจริงจาก CRM หรือ Conversion API ได้ทั้ง 3 แพลตฟอร์ม พร้อมคลังแอ็กชันปรับแต่งสำเร็จรูปกว่า 200 รายการ (งบประมาณ ราคาเสนอ กลุ่มเป้าหมาย) โดยค่าเริ่มต้น AI จะเสนอแนะเท่านั้น และจะลงมือปรับบัญชีจริงก็ต่อเมื่อคุณเปิดโหมดอัตโนมัติ

วิธีวัดผลลัพธ์หลังการตั้งค่าเป้าหมาย ROAS

การวัดผลลัพธ์ว่าการตั้งค่าเป้าหมาย ROAS ประสบความสำเร็จหรือไม่ ให้พิจารณาจาก 3 ตัวชี้วัดหลัก ประการแรกคือ Blended ROAS (MER) โดยตรวจเช็กในรายงานการเงินรวมสิ้นสัปดาห์ว่ารายได้สุทธิทั้งหมดหารด้วยงบโฆษณารวมมีค่าสูงกว่า Break-even ROAS หรือไม่ ประการที่สองคือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ซึ่งต้องดูจากยอดเงินคงเหลือจริงในบัญชีธนาคารหลังหักต้นทุนและค่าแอดทั้งหมด ประการที่สามคือ ความเสถียรของการนำส่งโฆษณาในตัวจัดการโฆษณา โดยตรวจสอบว่าแคมเปญสามารถใช้งบประมาณได้ตามแผนโดยไม่หยุดชะงัก

การประเมินผลควรทำหลังจากการตั้งค่าไปแล้วอย่างน้อย 7 ถึง 14 วัน เพื่อให้ระบบ Smart Bidding ผ่านพ้นช่วงการเรียนรู้และรองรับรอบการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ไม่ควรด่วนสรุปผลลัพธ์แบบวันต่อวันเพราะอาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด

แนวโน้มของ ROAS ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า: มุมมองของผู้เขียน

ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโฆษณาและพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังผลักดันให้การวัดผลแบบเดิมต้องปรับตัว ในมุมมองของผม แนวโน้มสำคัญของ ROAS ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามี 3 ประเด็นหลักดังนี้

ประการแรก สัญญาณที่เห็นได้ชัดเจนในปี 2026 คือระบบโฆษณาหลักอย่าง Google และ Meta พึ่งพาการประมูลแบบอัตโนมัติเกือบสมบูรณ์แบบ ผมมองว่าในอีก 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า การปรับค่า Target ROAS ด้วยมือจะลดบทบาทลงอย่างมาก โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาปรับเป้าหมายการประมูลแบบไดนามิกตามความน่าจะเป็นในการซื้อแบบเรียลไทม์ ผู้ยิงแอดควรเตรียมพร้อมด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของสัญญาณข้อมูลคอนเวอร์ชันมากกว่าการนั่งปรับตัวเลขราคาเสนอรายวัน อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์นี้อาจคลาดเคลื่อนได้หากกฎหมายความเป็นส่วนตัวจำกัดการประมวลผลข้อมูลของ AI มากขึ้น

ประการที่สอง สัญญาณในปัจจุบันชี้ว่าต้นทุนค่าแอดต่อคลิกมีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่คุกกี้บุคคลที่สามถูกยกเลิก ผมเชื่อว่าในอีก 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า ธุรกิจจะไม่สามารถยึด Channel ROAS ที่รายงานบนตัวจัดการโฆษณาเป็นสรณะได้อีกต่อไป แต่จะต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้เมทริกซ์ Blended ROAS ควบคู่กับมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value หรือ LTV) สิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือการสร้างระบบหลังบ้านที่สามารถวัดผลการซื้อซ้ำและการรักษาฐานลูกค้าเก่าอย่างเป็นรูปธรรม

ประการที่สาม สัญญาณความสูญเสียสัญญาณแทร็กกิ้งทำให้ข้อมูลคอนเวอร์ชันสูญหายไปบางส่วน ผมมองว่าธุรกิจที่เชื่อมต่อ Conversion API (CAPI) และระบบข้อมูลบุคคลที่หนึ่ง (First-party Data) จะได้รับค่า ROAS ที่แท้จริงและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจึงควรเร่งติดตั้งและปรับปรุงการส่งข้อมูลผ่านเซิร์ฟเวอร์ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาความแม่นยำในการวัดผล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROAS ควรเป็นเท่าไหร่

ทำไมแอดบน Meta และ TikTok รายงาน ROAS 5.0 แต่เงินในบัญชีสิ้นเดือนกลับติดลบ?

สาเหตุหลักเกิดจากการนับยอดขายซ้ำซ้อนระหว่างแพลตฟอร์ม (Attribution Overlap) และการละเลยต้นทุนแฝง เช่น ค่าคอมมิชชันมาร์เก็ตเพลสและค่าส่งพัสดุตีกลับ COD เมื่อลูกค้าคลิกดูทั้งสองช่องทาง ระบบจะรายงานยอดขายเข้าทั้งสองระบบ ทำให้ตัวเลขบนจอสูงเกินจริง แต่เงินสดรับจริงมีเพียงออเดอร์เดียว

เมื่อเพิ่มงบประมาณจาก 2,000 เป็น 20,000 บาทต่อวัน ROAS ลดลงเท่าไหร่ถึงยอมรับได้?

การลดลงของ ROAS ในช่วง 15% ถึง 25% ถือเป็นเกณฑ์ปกติเมื่อมีการสเกลงบประมาณอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กว้างขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องดูว่ากำไรสุทธิรวมที่เป็นตัวเงินจริงยังคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากกำไรสุทธิรวมยังเติบโต การลดลงของสัดส่วน ROAS ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ควรตั้ง Target ROAS ใน Google PMax และ Meta ASC สูงกว่าหรือต่ำกว่า Break-even ROAS เท่าไหร่?

สำหรับแคมเปญอัตโนมัติอย่าง Google Performance Max และ Meta Advantage+ Shopping Campaigns ควรตั้ง Target ROAS สูงกว่าจุดคุ้มทุน Break-even ประมาณ 20% ถึง 30% เพื่อให้มีกำไรและระบบมีพื้นที่ในการประมูลอย่างยืดหยุ่น การตั้งสูงเกินไปจะทำให้ระบบจำกัดการนำส่งโฆษณาจนแอดไม่วิ่ง

ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร ในการวัดผลธุรกิจออนไลน์?

ROAS วัดอัตราผลตอบแทนของรายได้ต่อค่าใช้จ่ายโฆษณาเพื่อดูประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด ในขณะที่ ROI วัดผลตอบแทนของกำไรสุทธิต่อเงินลงทุนทั้งหมดของธุรกิจรวมต้นทุนสินค้าและค่าดำเนินการ การมีค่า ROAS สูงจึงไม่ได้การันตีว่าธุรกิจจะมีค่า ROI เป็นบวกเสมอไป

ระบบ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมค่า ROAS ได้อย่างไร?

ระบบ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มคอนเวอร์ชันและสัญญาณความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับราคาเสนอในจังหวะที่มีโอกาสปิดการขายสูงสุด พร้อมทั้งตรวจจับและปิดโฆษณาที่ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์คุ้มทุนโดยอัตโนมัติ ช่วยลดงบประมาณที่รั่วไหลและควบคุม ROAS ให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย

หากค่า ROAS ในบัญชีโฆษณาลดลงฮวบกะทันหัน ควรเริ่มตรวจสอบจากจุดไหนก่อน?

ให้เริ่มต้นตรวจสอบที่อัตราคอนเวอร์ชันของหน้าเว็บไซต์หรือร้านค้าว่าระบบชำระเงินขัดข้องหรือไม่ จากนั้นตรวจสอบความถี่ของโฆษณา (Frequency) ว่ากลุ่มเป้าหมายเริ่มเบื่อชิ้นงานโฆษณาแล้วหรือไม่ และตรวจสอบว่ามีคู่แข่งเข้ามาแย่งประมูลในตลาดจนดันต้นทุนต่อคลิกให้สูงขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่

ควรเริ่มต้นปรับปรุง ROAS จากตรงไหน?

หากคุณต้องการเริ่มต้นปรับปรุงผลตอบแทนโฆษณาให้มีกำไรจริง ให้เลือกปฏิบัติเพียงหนึ่งขั้นตอนแรกตามสถานการณ์ปัจจุบันของคุณ

สำหรับผู้ขายที่ยังไม่เคยคำนวณต้นทุนแฝงและค่าส่ง COD ให้เริ่มจากการเปิดสเปรดชีตแล้วดึงรายงานหักเงินสุทธิจากมาร์เก็ตเพลสย้อนหลัง 30 วันมาคำนวณหา Break-even ROAS ที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวให้เสร็จภายในบ่ายวันนี้

สำหรับธุรกิจที่ยิงแอดอยู่แล้วแต่ใช้กลยุทธ์ Lowest Cost โดยไม่ได้กำหนดเพดาน ให้เข้าไปที่ตัวจัดการโฆษณาแล้วตรวจสอบค่าเฉลี่ย ROAS ย้อนหลัง 14 วัน จากนั้นทดลองเปิดใช้เป้าหมาย ROAS goal ที่ระดับเท่ากับค่าเฉลี่ยเดิมเพื่อควบคุมความผันผวนของค่าใช้จ่าย

สำหรับแบรนด์ที่ยิงแอดหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันแต่งบการเงินรวมยังไม่สอดคล้องกับรายงานในตัวจัดการโฆษณา ให้เริ่มสร้างตารางกระทบยอดเพื่อคำนวณ Blended ROAS รายสัปดาห์โดยตัดยอดขายนับซ้ำออกก่อนขยายงบประมาณ การเริ่มต้นลงมือทำจากจุดที่ตรงกับปัญหาจะช่วยให้คุณตอบได้อย่างมั่นใจว่า ROAS ควรเป็นเท่าไหร่ สำหรับธุรกิจของคุณ

About the author

Nguyễn Đỗ Trọng Ân

Builder of Orova

Nguyễn Đỗ Trọng Ân has 8 years of experience in marketing, including 6 years managing market development across Asia. He builds Orova, a Biz AI Agent that never sleeps: it plans, runs and optimizes work for businesses.

บริหารธุรกิจด้วย AI Agent

Orova คือ Biz AI Agent ที่ทำงานตลอดเวลา — วางแผน ลงมือทำ และปรับให้ดีขึ้นเอง
ประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ

ทดลองใช้ฟรี