ยิงแอด TikTok วันละกี่บาท ถึงพอเห็นผล คำนวณเองได้จากกำไร
คุณเพิ่งถ่ายคลิปสินค้าเสร็จ ใจอยากลองยิงแอดดูสักตั้ง แต่ยังไม่กล้ากดปุ่ม เพราะไม่รู้ว่าควรใส่เงินเข้าไปวันละเท่าไร ลองไปค้นดูก็ได้คำตอบมาสามสี่แบบ บางเพจบอกวันละสามร้อย บางเพจบอกห้าร้อย บางคนในกลุ่มบอกว่าถ้าต่ำกว่าพันอย่าเสียเวลาทำ ตัวเลขทุกตัวฟังดูมีเหตุผลของมัน แต่ไม่มีตัวไหนบอกได้ว่าทำไมถึงเป็นตัวเลขนั้น และไม่มีตัวไหนรู้จักสินค้าของคุณ ไม่รู้ว่าคุณขายชิ้นละเท่าไร ไม่รู้ว่าทุนเท่าไร ไม่รู้ว่าเหลือกำไรกี่บาท
คำถามว่ายิงแอด TikTok วันละกี่บาท เลยกลายเป็นคำถามที่หาคำตอบยากผิดปกติ ไม่ใช่เพราะไม่มีใครตอบ แต่เพราะทุกคนตอบด้วยตัวเลขของร้านตัวเอง ร้านที่ขายเครื่องสำอางชิ้นละสองพันกับร้านที่ขายถุงเท้าชิ้นละหกสิบบาท ไม่มีทางใช้งบก้อนเดียวกันได้ ต่อให้ทั้งคู่ขายดีเท่ากัน เพราะเงินที่เหลือหลังหักทุนของสองร้านนี้ต่างกันหลายสิบเท่า และเงินส่วนที่เหลือนั้นแหละคือสิ่งเดียวที่กำหนดว่าคุณจ่ายค่าโฆษณาได้เท่าไร
บทความนี้จะไม่เพิ่มตัวเลขเฉลี่ยอีกตัวเข้าไปในกองที่คุณเจอมาแล้ว สิ่งที่จะทำคือพาคุณคำนวณงบของตัวเองออกมา จากตัวเลขที่คุณมีอยู่แล้วในมือ ราคาขาย ต้นทุน ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม แล้วเดินจากตรงนั้นไปถึงงบต่อวันแบบมีที่มาที่ไป พร้อมตัวอย่างที่คิดให้ดูทีละบรรทัดด้วยสินค้าราคาสามร้อยเก้าสิบบาท เพื่อให้คุณเปลี่ยนตัวเลขเป็นของร้านตัวเองแล้วคิดตามได้ทันที
นอกจากสูตร ยังมีเรื่องที่คนถามน้อยแต่ทำให้เสียเงินเยอะกว่า นั่นคือเอางบที่คำนวณได้ไปวางยังไงให้ระบบทำงานเป็น เพราะงบก้อนเดียวกันถ้าวางผิด เช่นซอยออกไปห้ากลุ่ม หรือปิดเปิดวันเว้นวัน มันจะให้ผลแย่กว่าวางถูกอย่างชัดเจน ตอนท้ายจะมีกติกาสั้น ๆ ว่าเมื่อไรควรเพิ่มงบ เมื่อไรควรอยู่เฉย ๆ และเมื่อไรควรยอมปิด รวมถึงเหตุผลว่าทำไมค่ายิงแอด TikTokถึงเอาไปเทียบกับ Facebook หรือ Google แบบหนึ่งต่อหนึ่งไม่ได้
ยิงแอด TikTok วันละกี่บาท เป็นคำถามที่ยังตอบไม่ได้
ก่อนจะไปถึงตัวเลข ต้องยอมรับก่อนว่าคำถามนี้ในรูปแบบที่มันถูกถามอยู่ตอนนี้ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง มันเหมือนถามว่าจะขับรถไปให้ถึงต้องเติมน้ำมันกี่ลิตร โดยไม่บอกว่าจะไปที่ไหน รถกินน้ำมันเท่าไร และจะไปทำอะไรถึงที่ คำถามแบบนี้ตอบได้แค่ด้วยการเดา และคำตอบที่ได้จากการเดาก็ใช้วางแผนไม่ได้
คำถามที่คุณกำลังถามจริง ๆ คือจะรู้ผลเมื่อไร
ลองสังเกตว่าเวลาคนถามเรื่องงบ เขาไม่ได้อยากรู้ตัวเลขเปล่า ๆ สิ่งที่เขากลัวคือใส่เงินไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมา แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ไม่ได้อะไรนั้นเพราะสินค้าไม่ดี คลิปไม่ดี หรือแค่ใส่เงินน้อยไปจนระบบยังไม่ทันได้ทำงาน ความกลัวข้อสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เรื่องงบสำคัญจริง เพราะถ้าใส่น้อยเกินไป คุณจะไม่ได้คำตอบอะไรเลย ไม่ใช่แค่ไม่ได้ยอดขาย แต่ไม่ได้แม้แต่ข้อมูลว่าควรทำอะไรต่อ
เพราะฉะนั้นคำถามที่ควรถามแทนคือ ต้องใช้เงินเท่าไรถึงจะได้ผลลัพธ์มากพอที่จะตัดสินใจได้ว่าควรไปต่อหรือควรหยุด คำถามแบบนี้ตอบได้ เพราะมันแปลงเป็นตัวเลขได้ คุณต้องการคลิกจำนวนหนึ่งเพื่อดูว่ามีคนสนใจไหม ต้องการออร์เดอร์จำนวนหนึ่งเพื่อดูว่าคนซื้อจริงไหม และต้องการเวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้ระบบเรียนรู้ว่าใครคือคนที่น่าจะซื้อ สามอย่างนี้คูณกันออกมาเป็นเงิน ไม่ใช่ในทางกลับกัน
ความแตกต่างระหว่างสองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นลิ้น มันเปลี่ยนวิธีวางแผนทั้งหมด คนที่ถามว่าวันละกี่บาทมักจะตั้งงบตามที่ตัวเองรู้สึกว่าจ่ายไหว แล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนคนที่ถามว่าต้องได้ผลลัพธ์เท่าไรจะรู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มว่าถ้าครบเจ็ดวันแล้วยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ แปลว่าอะไร และควรทำอะไรต่อ คนกลุ่มหลังนี้แทบไม่เคยเสียเงินฟรี เพราะทุกรอบที่จ่ายไปได้ข้อมูลกลับมาเสมอ
จำนวนผลลัพธ์ที่พอให้ตัดสินใจ ไม่ใช่จำนวนเงิน
ลองคิดง่าย ๆ ว่าถ้าคุณยิงแอดไปหนึ่งวัน ได้คนคลิกเข้ามาเจ็ดคน แล้วไม่มีใครซื้อเลย คุณสรุปอะไรได้บ้าง คำตอบคือแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะเจ็ดคนน้อยเกินกว่าจะบอกอะไร สินค้าที่มีคนซื้อหนึ่งในยี่สิบคนก็มีสิทธิ์ที่คนเจ็ดคนแรกจะไม่ซื้อสักคน โดยที่สินค้านั้นขายได้ปกติ ถ้าคุณปิดโฆษณาตรงนั้นเพราะคิดว่าไม่เวิร์ก คุณอาจเพิ่งทิ้งสินค้าที่ขายได้ไปโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้ถ้าคุณยิงจนได้คนคลิกสองร้อยคนแล้วยังไม่มีใครซื้อ อันนี้เริ่มพูดได้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติ อาจเป็นราคา อาจเป็นหน้าสินค้า อาจเป็นคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่อยากซื้อ ความต่างระหว่างเจ็ดคนกับสองร้อยคนไม่ใช่แค่จำนวน แต่คือความต่างระหว่างการเดากับการรู้ และค่าใช้จ่ายที่จะพาคุณจากเจ็ดไปถึงสองร้อยนั่นแหละคืองบที่คุณควรเตรียม
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือจำนวนผลลัพธ์ที่ต้องใช้ ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณมีเงินเท่าไร มันขึ้นกับว่าคุณอยากตัดสินใจเรื่องอะไร ถ้าอยากรู้แค่ว่าคลิปนี้มีคนหยุดดูไหม ใช้ผลลัพธ์ไม่กี่ร้อยครั้งก็พอ แต่ถ้าอยากรู้ว่าสินค้านี้ขายผ่านโฆษณาแล้วมีกำไรไหม ต้องใช้จำนวนออร์เดอร์มากพอที่ค่าเฉลี่ยจะนิ่ง ซึ่งมักหมายถึงหลักสิบออร์เดอร์ขึ้นไป ไม่ใช่สองสามใบ
ทำไมตัวเลขจากบทความอื่นถึงใช้กับร้านคุณไม่ได้
ตัวเลขงบที่คนแชร์กันมาจากประสบการณ์จริงของเขา ซึ่งจริงสำหรับร้านของเขา ปัญหาคือตัวเลขนั้นมีตัวแปรซ่อนอยู่ข้างหลังอย่างน้อยห้าตัวที่ไม่เคยถูกเล่าพร้อมกัน ตัวแรกคือราคาต่อชิ้น ตัวที่สองคือกำไรที่เหลือหลังหักทุกอย่าง ตัวที่สามคือคนซื้อกี่คนจากร้อยคนที่กดเข้ามา ตัวที่สี่คือค่าคลิกในหมวดสินค้านั้น และตัวที่ห้าคือคลิปของเขาทำงานดีแค่ไหน เปลี่ยนตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง งบที่เหมาะสมก็เปลี่ยนทันที
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ร้านขายอาหารเสริมชิ้นละหนึ่งพันสองร้อยบาท เหลือกำไรหกร้อย กับร้านขายเคสมือถือชิ้นละหนึ่งร้อยเก้าสิบบาท เหลือกำไรเจ็ดสิบ ถ้าทั้งสองร้านจ่ายค่าคลิกเท่ากัน ร้านแรกยอมให้คนคลิกผ่านไปสิบคนโดยไม่ซื้อเลยก็ยังคุ้ม ถ้าคนที่สิบเอ็ดซื้อ ส่วนร้านที่สองต้องมีคนซื้อบ่อยกว่านั้นมากถึงจะไม่ขาดทุน สองร้านนี้ควรตั้งงบต่างกัน ควรตั้งความคาดหวังต่างกัน และควรตัดสินใจปิดหรือไปต่อด้วยเกณฑ์ที่ต่างกันด้วย
ข้อสรุปของหัวข้อนี้จึงเป็นเรื่องเดียว อย่าเริ่มจากงบ ให้เริ่มจากกำไรของคุณ แล้วเดินตามลูกโซ่ไปทีละขั้นจนได้งบออกมาเอง ลูกโซ่นั้นมีห้าขั้น และทุกขั้นใช้ตัวเลขที่คุณรู้อยู่แล้วทั้งหมด ไม่ต้องไปหาข้อมูลจากที่ไหนเพิ่ม ก่อนจะลงมือคิด มีอีกเรื่องที่ต้องเคลียร์ให้จบก่อน เพราะมันเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนคิดสูตรถูกแล้วยังทำไม่ได้ นั่นคือเรื่องเพดานขั้นต่ำของระบบ
เพดานขั้นต่ำของระบบ ไม่ใช่คำแนะนำว่าควรใช้เท่าไร
เวลาเข้าไปสร้างแคมเปญครั้งแรก หลายคนจะเจอกล่องแจ้งเตือนสีแดงบอกว่างบที่ใส่ต่ำเกินไป กดต่อไม่ได้ ตรงนี้เองที่คนจำนวนมากเข้าใจผิด แล้วเอาตัวเลขขั้นต่ำที่ระบบบังคับไปคิดว่าเป็นตัวเลขที่ควรใช้ ความจริงมันคนละเรื่องกันคนละอย่าง ขั้นต่ำคือเส้นที่ระบบยอมให้ผ่าน ส่วนตัวเลขที่ควรใช้คือเส้นที่ทำให้คุณได้คำตอบ สองเส้นนี้ไม่เกี่ยวกัน และมักไม่เท่ากันด้วย
ขั้นต่ำมีสองชั้น ไม่ได้มีชั้นเดียว
โครงสร้างของโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้มีสามชั้นซ้อนกัน ชั้นบนสุดคือแคมเปญ ซึ่งเป็นเหมือนกล่องใหญ่ที่บอกว่าคุณต้องการอะไร เช่นต้องการยอดขาย ต้องการคนเข้าเว็บ หรือต้องการคนดูคลิป ชั้นกลางคือกลุ่มโฆษณา ซึ่งเป็นที่ที่คุณบอกว่าจะไปหาใคร ที่ไหน ด้วยงบเท่าไร ชั้นล่างสุดคือชิ้นงานโฆษณาแต่ละชิ้น ซึ่งก็คือคลิปหรือภาพที่คนเห็นจริง ๆ
เพดานขั้นต่ำมีอยู่สองชั้นบน ทั้งที่ระดับแคมเปญและที่ระดับกลุ่มโฆษณา สองชั้นนี้ใช้ตัวเลขไม่เท่ากัน และเป็นคนละก้อนกัน ถ้าคุณตั้งงบไว้ที่ระดับแคมเปญ ระบบจะเป็นคนแบ่งเงินไปให้แต่ละกลุ่มเอง ถ้าคุณตั้งที่ระดับกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีเพดานของตัวเอง แล้วยอดรวมทั้งวันของคุณคือผลบวกของทุกกลุ่มที่เปิดอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด เปิดห้ากลุ่มโดยไม่ทันคิด กลายเป็นใช้เงินห้าเท่าของที่ตั้งใจ
อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ การกดโปรโมทคลิปจากในแอปโดยตรง กับการเข้าไปสร้างแคมเปญในหน้าจัดการโฆษณา สองทางนี้ไม่เหมือนกัน ทางแรกทำง่ายกว่ามาก กดจากคลิปได้เลย เลือกเป้าหมายไม่กี่แบบ ตั้งงบและจำนวนวันแล้วจบ เหมาะกับการดันคลิปที่กำลังไปได้ดีให้ไปไกลขึ้น ส่วนทางที่สองซับซ้อนกว่า แต่ให้คุณคุมได้ทุกอย่าง ทั้งเป้าหมายที่ละเอียดกว่า การเลือกกลุ่มคน การวางโครงสร้างหลายกลุ่ม และการดูตัวเลขในระดับที่เอาไปตัดสินใจได้จริง บทความนี้พูดถึงทางที่สองเป็นหลัก เพราะการคำนวณงบทั้งหมดต้องอาศัยตัวเลขที่มีแต่ทางที่สองเท่านั้นที่ให้
วิธีดูตัวเลขขั้นต่ำจริงของบัญชีคุณเอง
ตรงนี้ขอพูดตรง ๆ อย่าเชื่อตัวเลขขั้นต่ำที่เขียนอยู่ในบทความไหนก็ตาม รวมถึงบทความนี้ด้วย เหตุผลมีสามข้อ ข้อแรกคือตัวเลขนี้ผูกกับสกุลเงินของบัญชี บัญชีที่ตั้งเป็นเงินบาทกับบัญชีที่ตั้งเป็นเงินสกุลอื่นได้ตัวเลขคนละชุด ข้อที่สองคือมันขึ้นกับรูปแบบการจ่ายเงินและประเภทเป้าหมายที่คุณเลือก บางเป้าหมายมีเพดานสูงกว่าเป้าหมายอื่น ข้อที่สามคือแพลตฟอร์มปรับตัวเลขพวกนี้เป็นระยะโดยไม่ประกาศดัง ๆ บทความที่เขียนไว้เมื่อปีที่แล้วจึงอาจบอกตัวเลขที่ใช้ไม่ได้แล้ววันนี้
วิธีที่ถูกและใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีคือเข้าไปสร้างแคมเปญใหม่ขึ้นมาหนึ่งอัน ไม่ต้องเปิดใช้จริง ตั้งชื่ออะไรก็ได้ เลือกเป้าหมายที่คุณตั้งใจจะใช้จริง แล้วลองพิมพ์เลขงบต่ำ ๆ ลงไป เช่นสิบบาท ระบบจะขึ้นข้อความเตือนพร้อมบอกตัวเลขขั้นต่ำที่มันยอมรับ จดตัวเลขนั้นไว้ ทำซ้ำอีกครั้งที่ระดับกลุ่มโฆษณา คุณจะได้ตัวเลขจริงสองตัวของบัญชีตัวเอง ณ วันนี้ ซึ่งแม่นกว่าตัวเลขที่ไปอ่านมาจากที่อื่นทุกที่
ทำเสร็จแล้วลบแคมเปญร่างนั้นทิ้งไป หรือปล่อยไว้เป็นแบบร่างก็ได้ ตราบใดที่ไม่กดเปิดใช้ก็ไม่มีการเก็บเงิน งานนี้ควรทำก่อนคำนวณงบ เพราะถ้าตัวเลขที่คุณคำนวณได้ออกมาต่ำกว่าขั้นต่ำของระบบ แปลว่าแผนที่คิดไว้ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น ต้องกลับไปแก้ที่โครงสร้าง เช่นรวมกลุ่มให้น้อยลง หรือเปลี่ยนสินค้าที่จะเอามายิงเป็นตัวที่กำไรสูงกว่า ไม่ใช่ฝืนตั้งงบต่ำแล้วหวังว่าจะรอด
ผ่านขั้นต่ำแล้วไม่ได้แปลว่าพอ
นี่คือหัวใจของหัวข้อนี้ สมมติว่าระบบยอมให้คุณตั้งงบกลุ่มโฆษณาที่ระดับหนึ่ง คุณตั้งเท่านั้นพอดี ระบบก็รับ โฆษณาก็ออก แต่ถ้าค่าคลิกในหมวดสินค้าของคุณอยู่ในระดับที่ทำให้เงินก้อนนั้นซื้อคลิกได้แค่ไม่กี่สิบครั้งต่อวัน คุณจะต้องรอนานมากกว่าจะสะสมจำนวนผลลัพธ์ได้ถึงจุดที่สรุปอะไรได้ และระหว่างที่รอ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งคลิปที่คนเบื่อ ทั้งคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ ทั้งฤดูกาล ข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นข้อมูลที่ตอบคำถามของเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่ของวันนี้
เพราะฉะนั้นเงื่อนไขจริงมีสองข้อ ต้องผ่านขั้นต่ำของระบบ และต้องมากพอที่จะสะสมผลลัพธ์ให้ครบภายในกรอบเวลาที่ยังใช้ตัดสินใจได้ ข้อแรกระบบบอกคุณเอง ข้อที่สองไม่มีใครบอก คุณต้องคำนวณเอง และการคำนวณนั้นคือเนื้อหาของหัวข้อถัดไป ซึ่งเป็นหัวใจของบทความทั้งบท
ก่อนไปต่อ ขอทิ้งไว้อีกประโยคหนึ่ง ถ้าคำนวณแล้วพบว่างบที่ต้องใช้สูงกว่าที่ร้านรับไหว ทางออกไม่ใช่การลดงบลงมาให้พอดีกับกระเป๋าแล้วยิงต่อ ทางออกคือลดจำนวนสิ่งที่จะทดสอบลง ยิงสินค้าเดียว กลุ่มเดียว คลิปสองสามชิ้น แล้วปล่อยให้งบก้อนนั้นทำงานเต็มที่กับเรื่องเดียว การกระจายงบน้อยไปหลายที่คือวิธีเผาเงินที่เร็วที่สุด และเรื่องนี้จะพูดยาวในหัวข้อว่าด้วยการซอยกลุ่ม
สูตรคำนวณงบต่อวันจากกำไรของร้านคุณเอง
ส่วนนี้คือส่วนที่ไม่ค่อยมีใครเขียน เพราะมันไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่หยิบไปใช้ได้ทันที มันคือลูกโซ่ห้าขั้นที่คุณต้องเดินเอง แต่พอเดินจบครั้งหนึ่งแล้ว คุณจะได้ตัวเลขที่ป้องกันตัวเองได้ และจะรู้ทันทีว่าถ้าราคาสินค้าเปลี่ยน ต้นทุนเปลี่ยน หรือค่าคลิกแพงขึ้น งบควรขยับไปทางไหน ห้าขั้นนี้เรียงจากตัวเลขที่คุณรู้ดีที่สุด ไปหาตัวเลขที่คุณกำลังอยากรู้
ขอย้ำก่อนเข้าเรื่องว่า ตัวเลขทุกตัวในตัวอย่างข้างล่างเป็นตัวเลขสมมติที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของตลาด และไม่ได้แปลว่าร้านของคุณควรได้ตัวเลขใกล้เคียงกัน หน้าที่ของตัวอย่างคือแสดงลำดับการคำนวณ ส่วนตัวเลขจริงต้องมาจากใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ และรายงานหลังร้านของคุณเอง
ขั้นที่หนึ่ง หากำไรขั้นต้นต่อหนึ่งออร์เดอร์
เริ่มจากคำถามง่ายที่สุด ขายไปหนึ่งชิ้น เหลือเงินในมือเท่าไรก่อนจ่ายค่าโฆษณา คนขายจำนวนมากตอบคำถามนี้ผิด เพราะหักแค่ต้นทุนสินค้าแล้วคิดว่าจบ ความจริงมีอีกหลายชั้นที่ต้องหักออกก่อน และแต่ละชั้นเล็ก ๆ แต่รวมกันแล้วกินกำไรไปมาก โดยเฉพาะกับสินค้าที่ราคาต่อชิ้นไม่สูง
รายการที่ต้องหักออกจากราคาขายมีดังนี้ ต้นทุนสินค้าที่จ่ายให้ผู้ผลิตหรือตัวแทน ค่าขนส่งในส่วนที่ร้านรับผิดชอบ ซึ่งถ้าคุณเข้าร่วมแคมเปญส่งฟรีก็คือทั้งก้อน ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักเมื่อขายได้ ค่าธรรมเนียมการชำระเงินซึ่งคิดต่างกันตามวิธีที่ลูกค้าจ่าย ค่ากล่อง ค่าซองกันกระแทก ค่าเทป และส่วนลดที่ร้านออกเองในแคมเปญต่าง ๆ ห้าถึงหกรายการนี้ต้องหักครบ ถ้าหักไม่ครบ ตัวเลขที่ได้จะสวยเกินจริง แล้วคุณจะตั้งงบสูงเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ยังมีอีกรายการที่คนลืมบ่อยที่สุด นั่นคือของที่ถูกตีกลับหรือถูกยกเลิก ออร์เดอร์ที่ลูกค้าไม่รับของปลายทางทำให้คุณเสียค่าส่งสองเที่ยวโดยไม่ได้เงิน วิธีจัดการที่ง่ายที่สุดคืออย่าไปคิดเป็นรายใบ ให้ดูย้อนหลังสักหนึ่งเดือนว่าจากออร์เดอร์ทั้งหมด มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จบไม่สวย แล้วลดกำไรขั้นต้นลงตามสัดส่วนนั้น ร้านที่เก็บเงินปลายทางเป็นหลักต้องเผื่อตรงนี้มากกว่าร้านที่ลูกค้าโอนก่อน
ขั้นที่สอง แปลงกำไรเป็น ROAS จุดคุ้มทุน
คำว่า ROAS คือยอดขายที่ได้กลับมาต่อค่าโฆษณาหนึ่งบาท ถ้าจ่ายไปหนึ่งร้อยบาทแล้วขายได้สามร้อยบาท เท่ากับ ROAS สาม ตัวเลขนี้เป็นตัวที่ทุกคนพูดถึง แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ROAS เท่าไรถึงจะเรียกว่าเสมอตัว เพราะ ROAS สามอาจกำไรงามสำหรับร้านหนึ่ง และขาดทุนสำหรับอีกร้านหนึ่ง ขึ้นกับว่ากำไรขั้นต้นเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย
สูตรหาจุดคุ้มทุนคือเอาราคาขายหารด้วยกำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์ หรือมองอีกแบบคือเอาหนึ่งหารด้วยอัตรากำไรขั้นต้น ถ้าขายชิ้นละสามร้อยเก้าสิบบาทแล้วเหลือกำไรขั้นต้นหนึ่งร้อยหกสิบห้าบาท อัตรากำไรคือประมาณสี่สิบสองเปอร์เซ็นต์ จุดคุ้มทุนจึงอยู่ที่ ROAS ประมาณสองจุดสาม แปลว่าถ้าโฆษณาทำ ROAS ได้ต่ำกว่าสองจุดสาม คุณกำลังขายเพื่อจ่ายค่าโฆษณาเฉย ๆ ยิ่งขายยิ่งเหนื่อยฟรี
ประโยชน์ของการรู้ตัวเลขนี้คือมันเปลี่ยนวิธีอ่านรายงานทันที แทนที่จะดูว่าวันนี้ ROAS ขึ้นหรือลงเทียบกับเมื่อวาน คุณจะดูว่ามันอยู่เหนือหรือใต้เส้นคุ้มทุนของตัวเอง อยู่เหนือเส้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังเดินหน้าได้ ส่วนอยู่ใต้เส้นแม้ตัวเลขจะดูใหญ่ก็ต้องแก้ ร้านที่ไม่เคยคำนวณเส้นนี้มักตกใจตอนสิ้นเดือน เพราะยอดขายขึ้นทุกสัปดาห์แต่เงินในบัญชีไม่ขยับ
ข้อควรระวังคือเส้นคุ้มทุนนี้เป็นเส้นเสมอตัวเท่านั้น มันยังไม่ได้เผื่อค่าใช้จ่ายประจำของร้าน ทั้งค่าเช่าที่เก็บของ ค่าจ้างคนแพ็ก ค่าน้ำค่าไฟ และเวลาของคุณเอง ถ้าอยากให้ร้านมีกำไรจริง เป้าที่ตั้งควรอยู่สูงกว่าเส้นคุ้มทุนพอสมควร ไม่ใช่แค่แตะเส้น ร้านส่วนใหญ่ตั้งเป้าไว้ที่ระดับที่ทำให้เหลือกำไรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกำไรขั้นต้นหลังหักค่าโฆษณาแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นตัวคูณที่ใช้ในขั้นถัดไป
ขั้นที่สาม หาค่าคลิกสูงสุดที่คุณจ่ายไหว
ขั้นนี้เป็นขั้นที่เปลี่ยนเรื่องกำไรให้กลายเป็นตัวเลขที่เอาไปเทียบกับหน้ารายงานได้ตรง ๆ เพราะสิ่งที่คุณเห็นในรายงานทุกวันคือค่าคลิก ไม่ใช่กำไร ถ้าคุณรู้ว่าค่าคลิกเท่าไรคือเส้นตาย คุณจะอ่านรายงานได้ภายในสามวินาที แทนที่จะต้องเปิดเครื่องคิดเลขทุกครั้ง
ตัวแปรที่ต้องใช้เพิ่มมีตัวเดียว คือจากคนที่กดเข้ามาดูสินค้าหนึ่งร้อยคน มีกี่คนที่ซื้อจริง ตัวเลขนี้คุณหาได้จากหลังร้านของตัวเอง ถ้าเคยขายมาแล้วสักระยะ ให้เอาจำนวนออร์เดอร์หารด้วยจำนวนคนที่เข้าหน้าสินค้าในช่วงเดียวกัน ถ้ายังไม่เคยยิงแอดเลยและไม่มีข้อมูล ให้ตั้งเป็นสมมติฐานไว้ก่อนแล้วเขียนกำกับไว้ว่าเป็นตัวเลขที่ต้องกลับมาแก้ ห้ามลืมว่ามันคือสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
วิธีคิดคือสมมติว่ามีคนคลิกเข้ามาหนึ่งร้อยคน ถ้าคนซื้อสามคน คุณจะได้กำไรขั้นต้นสามเท่าของกำไรต่อออร์เดอร์ สมมติกำไรต่อออร์เดอร์คือหนึ่งร้อยหกสิบห้าบาท สามออร์เดอร์ก็คือสี่ร้อยเก้าสิบห้าบาท เงินก้อนนี้คือทั้งหมดที่คุณมีไว้จ่ายค่าคลิกหนึ่งร้อยครั้งนั้น หารกลับด้วยหนึ่งร้อย ได้ประมาณสี่บาทเก้าสิบห้าสตางค์ต่อคลิก นี่คือค่าคลิกที่ทำให้คุณเสมอตัวพอดี
เสมอตัวพอดีไม่ใช่เป้าหมายที่ควรตั้ง เพราะคุณยังมีค่าใช้จ่ายอื่นและยังต้องเหลือกำไรให้ร้าน วิธีที่ใช้กันคือกำหนดว่าอยากเหลือกำไรกี่ส่วนจากกำไรขั้นต้น แล้วเอาค่าคลิกคุ้มทุนคูณด้วยส่วนที่เหลือให้โฆษณา ถ้าอยากแบ่งครึ่ง โฆษณาได้ครึ่งหนึ่ง ร้านเก็บอีกครึ่งหนึ่ง ค่าคลิกเป้าหมายก็อยู่ที่ราวสองบาทห้าสิบสตางค์ ตัวเลขสองตัวนี้ทำงานคนละหน้าที่ ตัวคุ้มทุนคือเส้นแดงที่ห้ามข้ามนาน ๆ ส่วนตัวเป้าหมายคือเส้นเขียวที่ควรพยายามอยู่ให้ต่ำกว่า
เอาสองเส้นนี้เขียนใส่กระดาษแปะไว้ข้างจอ เวลาเปิดรายงานตอนเช้าแล้วเห็นค่าคลิกวิ่งอยู่ระหว่างสองเส้น แปลว่ายังปกติ อยู่ต่ำกว่าเส้นเขียวคือกำลังดี อยู่เหนือเส้นแดงติดกันหลายวันคือต้องแก้ ไม่ใช่รอ การมีเส้นสองเส้นนี้ทำให้คุณเลิกถามคนอื่นว่าค่าคลิกเท่านี้ถือว่าแพงไหม เพราะคำว่าแพงหรือถูกไม่มีความหมายถ้าไม่เทียบกับกำไรของตัวเอง
ขั้นที่สี่ ต้องได้ผลลัพธ์กี่ครั้งถึงจะสรุปได้
ขั้นนี้เป็นขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนสรุปผิดตั้งแต่วันที่สอง หลักการมีอยู่ว่าตัวเลขที่นับได้น้อยครั้งจะแกว่งแรงมาก และการตัดสินใจจากตัวเลขที่แกว่งแรงคือการโยนเหรียญ ไม่ใช่การวิเคราะห์ คุณต้องรอให้จำนวนสะสมมากพอจนค่าเฉลี่ยเริ่มนิ่งก่อน แล้วค่อยอ่าน
เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงกับร้านทั่วไปคือตั้งเป้าจำนวนออร์เดอร์ที่ต้องการเห็นในรอบทดสอบหนึ่งรอบ ไม่ใช่จำนวนวัน ร้านส่วนใหญ่ใช้ระดับหลายสิบออร์เดอร์เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำก่อนจะกล้าสรุปว่าสินค้าตัวนี้ยิงแล้วไปได้หรือไม่ได้ ถ้าคุณตั้งไว้ที่ยี่สิบออร์เดอร์ และอัตราการซื้อของคุณอยู่ที่สามในร้อย ก็ต้องมีคนคลิกเข้ามาราวหกร้อยเจ็ดสิบครั้ง ปัดขึ้นเป็นเจ็ดร้อยครั้งเพื่อเผื่อไว้
ทำไมต้องเป็นออร์เดอร์ ไม่ใช่คลิก เพราะคลิกเป็นแค่ทางผ่าน สิ่งที่คุณอยากรู้คือคนซื้อไหม ไม่ใช่คนกดไหม โฆษณาที่มีคนกดเยอะแต่ไม่มีคนซื้อเลยบอกอะไรคุณได้มากกว่าโฆษณาที่ไม่มีใครกด แต่ทั้งสองแบบก็ยังไม่ได้แปลว่าคุณควรปิด ถ้าจำนวนยังน้อยเกินไป การนับที่ปลายทางจึงเป็นการนับที่ตรงกับคำถามที่สุด
เรื่องเวลาเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน ระบบต้องการช่วงเวลาหนึ่งเพื่อเรียนรู้ว่าควรเอาโฆษณาไปวางตรงหน้าใคร ระหว่างช่วงนั้นต้นทุนต่อผลลัพธ์มักสูงกว่าปกติ แล้วค่อย ๆ ลดลงเมื่อระบบเริ่มจับทางได้ ถ้าคุณตัดสินจากสามวันแรกซึ่งเป็นช่วงที่แพงที่สุด คุณจะปิดของดีทิ้งเป็นประจำ รอบทดสอบที่สมเหตุสมผลจึงมักอยู่ที่หนึ่งสัปดาห์เต็มเป็นอย่างน้อย และห้ามไปยุ่งกับมันระหว่างทาง
สรุปขั้นนี้เป็นสองตัวเลขที่ต้องจดไว้ จำนวนออร์เดอร์ที่ต้องการเห็นก่อนสรุป และจำนวนวันของรอบทดสอบ สองตัวนี้คูณกับตัวเลขจากขั้นก่อนหน้าจะกลายเป็นงบต่อวันในขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นที่คุณรอมาตั้งแต่ต้นบทความ
ขั้นที่ห้า คูณออกมาเป็นงบต่อวัน
ถึงตรงนี้คุณมีทุกอย่างแล้ว จำนวนคลิกที่ต้องใช้ทั้งรอบ ค่าคลิกที่จ่ายไหว และจำนวนวันของรอบทดสอบ เอาสามตัวนี้มาคูณและหารครั้งเดียวจบ คลิกที่ต้องใช้คูณค่าคลิกคุ้มทุน ได้เงินทั้งก้อนของรอบทดสอบ แล้วหารด้วยจำนวนวัน ได้งบต่อวันที่ควรตั้ง
ใช้ตัวเลขจากตัวอย่างที่เดินมาด้วยกัน เจ็ดร้อยคลิกคูณสี่บาทเก้าสิบห้าสตางค์ ได้ประมาณสามพันสี่ร้อยหกสิบห้าบาทสำหรับทั้งรอบ หารด้วยเจ็ดวัน ได้ประมาณห้าร้อยบาทต่อวัน นี่คือคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่ชื่อบทความ แต่คำตอบนี้เป็นคำตอบของสินค้าสามร้อยเก้าสิบบาทที่เหลือกำไรหนึ่งร้อยหกสิบห้าบาทและมีคนซื้อสามในร้อยเท่านั้น เปลี่ยนตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง คำตอบก็เปลี่ยน
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันคือเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่จะหายไปแน่นอน มันคือเพดานความเสียหายสูงสุดที่คุณยอมรับได้ในรอบนี้ ถ้าอัตราการซื้อออกมาตามที่คาดไว้ ยอดขายที่ได้จะคืนเงินก้อนนี้กลับมาพอดีหรือมากกว่า ถ้าอัตราการซื้อดีกว่าที่คาด คุณได้กำไรตั้งแต่รอบทดสอบ ถ้าแย่กว่าที่คาด คุณจะเสียเงินบางส่วน แต่ได้ข้อมูลชัดเจนกลับมาว่าจุดที่พังอยู่ตรงไหน ซึ่งคุ้มกว่าการเดาไปเรื่อย ๆ ด้วยงบเล็กจนไม่มีข้อมูลอะไรเลย
| ขั้น | สิ่งที่คำนวณ | วิธีคิด | ตัวอย่างสมมติ |
|---|---|---|---|
| ตั้งต้น | ราคาขายต่อชิ้น | ราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังส่วนลด | 390 บาท |
| 1 | กำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์ | ราคาขาย ลบ ทุนสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าแพ็ก | 165 บาท |
| 2 | ROAS จุดคุ้มทุน | ราคาขาย หารด้วย กำไรขั้นต้น | ประมาณ 2.3 |
| 3 | ค่าคลิกคุ้มทุน | กำไรขั้นต้น คูณ จำนวนคนซื้อต่อร้อยคลิก หารด้วย ร้อย | ประมาณ 4.95 บาท |
| 3 | ค่าคลิกเป้าหมาย | ค่าคลิกคุ้มทุน คูณ ส่วนที่ยอมให้โฆษณา | ประมาณ 2.50 บาท |
| 4 | คลิกที่ต้องใช้ทั้งรอบ | ออร์เดอร์ที่อยากเห็น หารด้วย อัตราการซื้อ | ประมาณ 700 คลิก |
| 5 | งบทั้งรอบ | คลิกที่ต้องใช้ คูณ ค่าคลิกคุ้มทุน | ประมาณ 3,465 บาท |
| 5 | งบต่อวัน | งบทั้งรอบ หารด้วย จำนวนวันของรอบ | ประมาณ 500 บาท |
ก่อนเอาตัวเลขสุดท้ายไปตั้งจริง เอาไปเทียบกับตัวเลขขั้นต่ำสองตัวที่คุณจดมาจากหน้าสร้างแคมเปญก่อน ถ้างบต่อวันที่คำนวณได้สูงกว่าขั้นต่ำทั้งสองชั้น แปลว่าแผนนี้เดินได้ ถ้าต่ำกว่า แปลว่าคุณต้องกลับไปแก้อย่างใดอย่างหนึ่ง ห้ามฝืนตั้งเท่าขั้นต่ำแล้วหวังให้จำนวนคลิกวิ่งเข้าเป้าเอง เพราะมันจะไม่เกิดขึ้น
ถ้าตัวเลขที่ได้สูงเกินกว่าที่ร้านรับไหว
กรณีนี้เกิดบ่อยมาก โดยเฉพาะกับร้านที่เพิ่งเริ่ม และไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด มันแปลว่าสูตรกำลังบอกความจริงบางอย่างที่ยังไม่มีใครบอกคุณ มีสามทางออกที่ใช้ได้จริง แต่ละทางมีราคาที่ต้องจ่ายต่างกัน และควรเลือกอย่างรู้ตัวว่ากำลังแลกอะไรกับอะไร
ทางแรกคือลดจำนวนออร์เดอร์ที่ใช้ตัดสินใจลง จากยี่สิบเหลือสิบสองหรือสิบ งบทั้งรอบจะลดลงตามสัดส่วนทันที ราคาที่ต้องจ่ายคือความมั่นใจในการสรุปจะต่ำลง โอกาสที่คุณจะปิดของดีทิ้งหรือทุ่มกับของที่ไม่ดีจะสูงขึ้น ถ้าเลือกทางนี้ ให้ตั้งใจไว้เลยว่าผลที่ได้เป็นสัญญาณเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อสรุป และควรทดสอบซ้ำอีกรอบก่อนจะทุ่มงบก้อนใหญ่
ทางที่สองคือยืดรอบทดสอบให้ยาวขึ้น จากเจ็ดวันเป็นสิบหรือสิบสี่วัน งบทั้งรอบเท่าเดิม แต่งบต่อวันลดลง ทางนี้ดีตรงที่ไม่ลดคุณภาพของข้อสรุป แต่มีสองข้อแม้ ข้อแรกงบต่อวันที่ลดลงต้องยังสูงกว่าขั้นต่ำของระบบ ข้อที่สองข้อมูลที่ได้จะเก่ากว่า และถ้าสินค้าของคุณขึ้นกับกระแสหรือเทศกาล สองสัปดาห์อาจนานเกินไปจนคำตอบใช้ไม่ได้แล้ว
ทางที่สามคือเปลี่ยนสินค้าที่จะเอามายิง เลือกตัวที่กำไรต่อชิ้นสูงกว่า หรือจัดชุดขายพ่วงให้มูลค่าต่อออร์เดอร์สูงขึ้น ทางนี้เป็นทางที่คนมองข้ามมากที่สุดทั้งที่ได้ผลตรงจุดที่สุด เพราะทุกอย่างในลูกโซ่ห้าขั้นเริ่มจากกำไรต่อออร์เดอร์ ขยับตัวเลขตัวนั้นให้สูงขึ้น ทุกตัวเลขที่เหลือขยับตามในทางที่ดีขึ้นหมด สินค้าที่กำไรต่อชิ้นบางมากบางตัวไม่ได้เกิดมาเพื่อขายผ่านโฆษณาแบบเสียเงิน แต่เกิดมาเพื่อขายพ่วงกับตัวอื่น
ซอยงบไปหลายกลุ่ม คือวิธีที่เร็วที่สุดที่จะไม่มีกลุ่มไหนเรียนจบ
สมมติว่าคุณคำนวณมาแล้วได้งบวันละห้าร้อยบาท พอเข้าไปตั้งจริง คุณเห็นช่องให้เลือกกลุ่มเป้าหมายแล้วเกิดความคิดว่า ลองแยกเป็นกลุ่มผู้หญิงกับผู้ชายดูดีไหม แล้วแยกอายุอีกสองช่วงด้วย รวมเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มละหนึ่งร้อยยี่สิบห้าบาท ฟังดูฉลาดเพราะจะได้รู้ว่ากลุ่มไหนเวิร์ก ความจริงคือคุณเพิ่งทำให้ทุกกลุ่มพังพร้อมกัน และนี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาคนที่เพิ่งเริ่ม
ระบบต้องการจำนวนผลลัพธ์ ไม่ใช่จำนวนวัน
กลไกเบื้องหลังการยิงแอดสมัยนี้คือระบบพยายามหาว่าใครคือคนที่น่าจะทำสิ่งที่คุณต้องการ วิธีที่มันหาคือลองส่งโฆษณาออกไปหาคนหลากหลายแบบ แล้วดูว่าใครตอบสนอง จากนั้นค่อย ๆ เอนไปทางคนที่คล้ายกับคนที่ตอบสนอง กระบวนการนี้ต้องการตัวอย่างจำนวนหนึ่งถึงจะเริ่มแม่น ถ้าตัวอย่างน้อยเกินไป มันก็ยังคงเดาอยู่ตลอด และการเดาของมันคือเงินของคุณ
สิ่งสำคัญคือจำนวนตัวอย่างนี้นับที่ระดับกลุ่มโฆษณา ไม่ได้นับรวมทั้งบัญชี กลุ่มที่ได้ผลลัพธ์วันละสามครั้งกับกลุ่มที่ได้วันละสิบสองครั้ง อยู่คนละสถานะกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มแรกอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะสะสมได้เท่ากับที่กลุ่มหลังทำได้ในสองวัน และตลอดสัปดาห์นั้นมันจ่ายเงินในราคาช่วงเรียนรู้ซึ่งแพงกว่าปกติ
เมื่อคุณซอยงบห้าร้อยออกเป็นสี่กลุ่ม สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งสี่กลุ่มได้ผลลัพธ์น้อยเกินไปพร้อมกันทั้งหมด ไม่มีกลุ่มไหนเรียนจบ ทุกกลุ่มจ่ายราคาช่วงเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วพอครบเจ็ดวันคุณเปิดรายงานมาดู จะเห็นตัวเลขสี่ชุดที่แกว่งไปมาโดยไม่มีชุดไหนน่าเชื่อ กลุ่มที่ดูดีที่สุดอาจดีเพราะบังเอิญมีคนซื้อสองคนในวันเดียว ไม่ใช่เพราะกลุ่มนั้นดีจริง แล้วคุณก็จะทุ่มงบไปทางนั้นในรอบถัดไปด้วยเหตุผลที่ไม่มีอยู่จริง
กติกาข้อเดียวที่ต้องจำ รวมก่อน แยกทีหลัง
ทางที่ถูกคือเริ่มด้วยกลุ่มเดียว งบเต็มก้อน กลุ่มเป้าหมายกว้าง ปล่อยให้ระบบเป็นคนหาว่าใครคือคนที่ควรได้เห็น หน้าที่ของคุณในรอบแรกไม่ใช่การบอกระบบว่าจะไปหาใคร แต่คือการให้ตัวอย่างงานโฆษณาที่ดีพอ และให้เงินมากพอที่จะทดลองได้ครบรอบ พอผ่านรอบแรกไปแล้วคุณจะมีข้อมูลจริงว่าใครคือคนที่ซื้อ ตอนนั้นค่อยแยกกลุ่มโดยอิงจากข้อมูล ไม่ใช่จากการเดา
คำถามที่ตามมาเสมอคือแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครเวิร์ก ถ้าไม่แยกกลุ่มตั้งแต่ต้น คำตอบคือรายงานของแพลตฟอร์มบอกคุณได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องแยกกลุ่ม คุณเปิดดูการแบ่งตามเพศ ตามช่วงอายุ ตามพื้นที่ ตามอุปกรณ์ ได้จากกลุ่มเดียวที่ยิงกว้าง ๆ นั่นแหละ ข้อมูลชุดนี้มีค่ากว่าเพราะมันมาจากการเปรียบเทียบภายในกลุ่มเดียวกัน ไม่ได้ถูกบิดด้วยการที่แต่ละกลุ่มมีงบต่างกัน
ถ้าเพิ่งเริ่มตั้งแคมเปญแรกและยังไม่แน่ใจว่าโครงสร้างสามชั้นควรวางยังไง เรื่องนี้เขียนแยกไว้ละเอียดในบทความ ยิงแอด TikTok Shop ตั้งแต่ศูนย์ สำหรับร้านค้าไทย ซึ่งไล่ตั้งแต่การเปิดบัญชีโฆษณา การเชื่อมร้าน ไปจนถึงการตั้งแคมเปญแรก อ่านคู่กับบทความนี้แล้วจะเห็นภาพครบทั้งโครงสร้างและตัวเลข
เมื่อไรถึงควรแยกกลุ่มจริง ๆ
มีสามสถานการณ์ที่การแยกกลุ่มเป็นเรื่องถูกต้อง ไม่ใช่การซอยงบเล่น สถานการณ์แรกคือคุณกำลังทดสอบสิ่งที่ต่างกันจริงในระดับโครงสร้าง เช่นทดสอบว่าการส่งคนไปหน้าร้านในแอปกับส่งไปเว็บของตัวเองอันไหนดีกว่า สองอย่างนี้เป็นคนละเส้นทางการซื้อ เอามาปนในกลุ่มเดียวไม่ได้
สถานการณ์ที่สองคือกลุ่มคนสองกลุ่มมีมูลค่าต่างกันมากจนต้องยอมจ่ายต่อคนไม่เท่ากัน เช่นลูกค้าเก่าที่เคยซื้อแล้วกับคนที่ยังไม่รู้จักร้านเลย ลูกค้าเก่าซื้อง่ายกว่าและซื้อซ้ำ คุณจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อเข้าถึงเขา ถ้าปนอยู่ในกลุ่มเดียว ระบบจะเฉลี่ยทุกอย่างเข้าหากันแล้วคุณจะมองไม่เห็นความต่างนี้
สถานการณ์ที่สามคือคุณมีงบมากพอที่ทุกกลุ่มจะสะสมผลลัพธ์ได้ครบภายในรอบเดียวกัน ข้อนี้ตรงไปตรงมาที่สุด ถ้าเอางบทั้งก้อนหารด้วยจำนวนกลุ่มแล้วแต่ละกลุ่มยังได้ผลลัพธ์ถึงเกณฑ์ที่คุณตั้งไว้ในขั้นที่สี่ ก็แยกได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหารแล้วไม่ถึง อย่าแยก รอให้งบโตขึ้นก่อน หรือรอให้ค่าต่อผลลัพธ์ถูกลงก่อน
ข้อควรระวังข้อสุดท้ายของหัวข้อนี้คือ อย่าเปิดหลายแคมเปญที่ยิงสินค้าเดียวกันไปหาคนกลุ่มเดียวกันพร้อมกัน นอกจากงบจะกระจายแล้ว คุณยังกลายเป็นคนแข่งประมูลกับตัวเองด้วย ราคาที่จ่ายจะสูงขึ้นโดยไม่ได้อะไรเพิ่ม อาการนี้สังเกตได้จากการที่ค่าต่อผลลัพธ์ทุกแคมเปญขยับขึ้นพร้อมกันหลังจากที่คุณเปิดตัวใหม่ไปได้ไม่กี่วัน
งบทดสอบคอนเทนต์ ควรแยกไว้เท่าไรและทำไมต้องแยก
มีความจริงข้อหนึ่งที่คนทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มคลิปสั้นรู้กันดี แต่คนที่เพิ่งเริ่มมักไม่รู้ นั่นคือคลิปแต่ละชิ้นมีอายุ ชิ้นที่ทำงานดีมากในสัปดาห์นี้ อีกสองสัปดาห์อาจแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนใช้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคลิปแย่ลง แต่เพราะคนกลุ่มเดิมเห็นจนเบื่อแล้ว ระบบต้องขยายไปหาคนที่เหมาะน้อยลง ราคาจึงขึ้น ถ้าคุณไม่มีชิ้นใหม่รออยู่ วันที่ชิ้นเดิมหมดอายุคือวันที่โฆษณาคุณหยุดทำกำไร
ทำไมต้องแยกก้อน ไม่ใช้งบก้อนเดียว
ถ้าคุณเอาชิ้นงานใหม่ใส่เข้าไปในกลุ่มเดียวกับชิ้นที่กำลังทำงานดีอยู่ สิ่งที่มักเกิดคือระบบจะเทงบเกือบทั้งหมดไปที่ชิ้นเก่าซึ่งมีประวัติดีกว่า ชิ้นใหม่ได้เงินไม่กี่สิบบาท ได้ยอดแสดงผลไม่กี่ร้อยครั้ง แล้วก็ไม่มีวันพิสูจน์ตัวเองได้ คุณจะสรุปว่าชิ้นใหม่ไม่เวิร์กทั้งที่มันไม่เคยได้โอกาสเลย นี่คือกับดักที่ทำให้ร้านจำนวนมากติดอยู่กับคลิปเดิมจนวันที่มันหมดแรง แล้วค่อยรีบทำใหม่ตอนที่ยอดตกไปแล้ว
การแยกก้อนแก้ปัญหานี้ตรงจุด ก้อนแรกคืองบหลัก ใส่เฉพาะชิ้นที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าอยู่ใต้เส้นค่าคลิกเป้าหมาย ก้อนนี้ทำหน้าที่หาเงิน ก้อนที่สองคืองบทดสอบ ใส่ชิ้นใหม่ที่ยังไม่รู้ผล ก้อนนี้ทำหน้าที่หาชิ้นงานถัดไป สองก้อนนี้มีเป้าหมายคนละอย่าง วัดผลคนละแบบ และห้ามเอามาปนกัน
สิ่งที่ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าคือก้อนทดสอบจะให้ผลแย่กว่าก้อนหลักเสมอ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะชิ้นงานส่วนใหญ่ที่ทำออกมาจะใช้ไม่ได้ ต้องลองหลายชิ้นถึงจะเจอชิ้นที่ดีสักชิ้น ถ้าคุณเอาผลของก้อนทดสอบไปรวมกับก้อนหลักแล้วดูตัวเลขรวม คุณจะเห็นภาพว่าโฆษณาแย่ลงทั้งที่จริง ๆ ก้อนหลักยังดีอยู่ นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องแยกให้ขาด
สัดส่วนที่ใช้ได้จริงกับร้านเล็ก
สัดส่วนที่ร้านทั่วไปใช้กันคือกันไว้ราวหนึ่งในห้าของงบทั้งหมดสำหรับก้อนทดสอบ ที่เหลือเป็นก้อนหลัก ถ้างบวันละห้าร้อยบาท ก็ประมาณหนึ่งร้อยบาทสำหรับทดสอบ สี่ร้อยบาทสำหรับก้อนหลัก แต่สัดส่วนนี้มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งที่ต้องตรวจก่อน คือก้อนทดสอบต้องยังผ่านขั้นต่ำของระบบ และต้องมากพอที่ชิ้นงานหนึ่งชิ้นจะได้ยอดแสดงผลระดับที่บอกอะไรได้ ถ้าหารแล้วเหลือน้อยเกินไป อย่าฝืนแยก
ทางออกสำหรับร้านที่งบยังไม่มากพอจะแยกสองก้อนพร้อมกันคือสลับเวลาแทนที่จะสลับเงิน ทำรอบทดสอบเป็นช่วง ๆ เช่นสามสัปดาห์เดินงบหลักอย่างเดียว สัปดาห์ที่สี่ยกงบทั้งก้อนไปทดสอบชิ้นใหม่สามถึงห้าชิ้น แล้วกลับมาเดินงบหลักด้วยชิ้นที่ผ่านการคัด วิธีนี้ทำให้แต่ละรอบมีเงินมากพอที่จะได้คำตอบ แลกกับการที่จังหวะการค้นพบชิ้นใหม่ช้าลง เป็นการแลกที่ยอมรับได้สำหรับร้านเล็ก
อีกเรื่องที่ควรวางไว้ตั้งแต่ต้นคือเกณฑ์เลื่อนขั้น เขียนไว้ให้ชัดว่าชิ้นงานใหม่ต้องทำอะไรได้ถึงจะย้ายเข้าก้อนหลัก เช่นต้องมีค่าคลิกต่ำกว่าเส้นเป้าหมายเมื่อสะสมคลิกครบจำนวนหนึ่ง หรือต้องมีอย่างน้อยกี่ออร์เดอร์ในรอบทดสอบ การเขียนเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าช่วยกันไม่ให้คุณเลื่อนชิ้นที่ชอบเป็นการส่วนตัวเข้าไป ทั้งที่ตัวเลขยังไม่ถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ใครยอมรับ
ทดสอบอะไรก่อน สามอย่างตามลำดับ
คนส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่าทดสอบก็นึกถึงการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย ทั้งที่สิ่งที่ควรทดสอบก่อนอยู่คนละที่ ลำดับที่ให้ผลคุ้มที่สุดคือเริ่มจากสามวินาทีแรกของคลิป เพราะถ้าคนไม่หยุดดูตั้งแต่ต้น ทุกอย่างที่เหลือไม่มีความหมาย ลองเปลี่ยนแค่ช็อตเปิดโดยเก็บเนื้อหาที่เหลือไว้เหมือนเดิม แล้วดูว่าอัตราคนดูต่อเปลี่ยนไปไหม การทดสอบแบบนี้ทำได้เร็วและถูก เพราะไม่ต้องถ่ายใหม่ทั้งชิ้น
อย่างที่สองคือข้อเสนอ ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่คือวิธีเสนอ ส่งฟรีเมื่อซื้อครบ ซื้อคู่ลดเพิ่ม แถมของเล็ก ๆ หรือรับประกันคืนเงิน ข้อเสนอที่ต่างกันเปลี่ยนอัตราการซื้อได้มากกว่าที่คนคิด และเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องแตะคลิปเลย แค่เปลี่ยนข้อความบนหน้าสินค้าและคำบรรยาย
อย่างที่สามค่อยเป็นเรื่องกลุ่มเป้าหมายและวิธีวางโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากมีชิ้นงานที่ทำงานได้แล้วอย่างน้อยหนึ่งชิ้น เพราะการทดสอบกลุ่มเป้าหมายด้วยคลิปที่ยังไม่ดีจะได้คำตอบว่าไม่มีกลุ่มไหนเวิร์กเลย ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่จริงและทำให้คุณเดินผิดทาง สำหรับร้านที่ขายผ่านการไลฟ์ด้วย จังหวะการทดสอบจะต่างออกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะต้องยิงตอนที่ห้องกำลังเปิดอยู่ เรื่องนี้อยู่ในบทความ ยิงแอด TikTok ไลฟ์สด ให้คนเข้าห้องตอนที่กำลังขาย
สามข้อผิดที่ทำให้งบละลายโดยไม่ได้อะไรกลับมา
สามข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนเงินเลย มันคือเรื่องพฤติกรรมล้วน ๆ และเป็นสาเหตุที่ทำให้คนสองคนที่ใช้งบเท่ากันกับสินค้าคล้ายกัน ได้ผลต่างกันคนละเรื่อง คนที่ทำสามข้อนี้จะรู้สึกว่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้แพงและไม่เวิร์ก ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์ม
หนึ่ง เข้าไปแก้ทุกวัน
อาการนี้เริ่มจากความหวังดี คุณเปิดรายงานตอนเช้า เห็นตัวเลขไม่สวย ก็เลยเข้าไปขยับอะไรสักอย่าง เพิ่มงบนิดหนึ่ง เปลี่ยนช่วงอายุนิดหนึ่ง สลับคลิป พอวันรุ่งขึ้นตัวเลขก็ยังไม่สวย ก็ขยับอีก ทำอย่างนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ สิ่งที่ได้คือกลุ่มโฆษณาที่ไม่เคยอยู่นิ่งพอจะเรียนรู้อะไรได้เลย ทุกครั้งที่คุณแก้สิ่งสำคัญ ระบบต้องเริ่มปรับตัวใหม่ และช่วงปรับตัวคือช่วงที่แพงที่สุด คุณจึงจ่ายราคาช่วงแพงซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เคยได้เข้าสู่ช่วงที่ราคานิ่ง
ทางแก้ง่ายมากแต่ต้องใช้วินัย ตั้งกฎกับตัวเองว่าหลังเปิดแคมเปญแล้วห้ามแตะเป็นเวลาอย่างน้อยสามถึงสี่วัน ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริง ๆ เช่นโฆษณาไม่ออกเลย หรือลิงก์เสีย ระหว่างนั้นดูได้ แต่ห้ามแก้ จดสิ่งที่อยากแก้ไว้ในสมุด พอครบกำหนดค่อยหยิบมาทำทีเดียว การจดแทนการแก้ทันทีช่วยได้มาก เพราะพอครบสี่วันแล้วกลับมาอ่านที่จดไว้ คุณจะพบว่ามากกว่าครึ่งไม่จำเป็นต้องแก้แล้ว
สิ่งที่แก้ได้โดยไม่รีเซ็ตการเรียนรู้มีอยู่บ้าง เช่นการเพิ่มชิ้นงานใหม่เข้าไปโดยไม่ลบของเดิม หรือการปรับงบขึ้นทีละน้อย ส่วนสิ่งที่รีเซ็ตแน่ ๆ คือการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนเป้าหมายของแคมเปญ เปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน หรือปรับงบขึ้นลงแรง ๆ ในครั้งเดียว จำสองรายการนี้ให้ขึ้นใจแล้วชีวิตจะง่ายขึ้นมาก
สอง ปิดตอนที่ระบบกำลังเรียนรู้
ข้อนี้ต่อจากข้อแรกแต่รุนแรงกว่า เพราะไม่ใช่แค่รีเซ็ต แต่คือทิ้งไปเลย คนจำนวนมากปิดแคมเปญในวันที่สองหรือสาม ด้วยเหตุผลว่าต้นทุนต่อออร์เดอร์สูงเกินรับได้ ซึ่งฟังดูมีเหตุผลมากจนไม่มีใครเถียง ปัญหาคือต้นทุนในสองสามวันแรกสูงเป็นปกติของมันอยู่แล้ว มันคือราคาของการที่ระบบยังไม่รู้จักลูกค้าของคุณ การตัดสินจากช่วงนั้นเหมือนการชิมซุปตอนที่เพิ่งใส่เกลือลงไปแล้วยังไม่คน
วิธีป้องกันคือกำหนดเงื่อนไขการปิดไว้ล่วงหน้า ก่อนกดเปิดแคมเปญ ให้เขียนลงไปเลยว่าจะปิดเมื่อไร เช่นจะปิดเมื่อใช้งบครบเท่านั้นบาทแล้วยังไม่มีออร์เดอร์เลยแม้แต่ใบเดียว หรือจะปิดเมื่อครบเจ็ดวันแล้วต้นทุนต่อออร์เดอร์ยังสูงกว่าเส้นคุ้มทุนของคุณเกินกว่าเท่าตัว เงื่อนไขที่เขียนไว้ตอนหัวเย็นดีกว่าการตัดสินใจตอนเปิดรายงานเจอตัวเลขแดงเสมอ
มีข้อยกเว้นที่ควรปิดทันทีโดยไม่ต้องรอ นั่นคือกรณีที่มีอะไรพังชัดเจน เช่นลิงก์พาไปหน้าที่ไม่มีอยู่ สินค้าหมดสต๊อกแต่โฆษณายังวิ่ง ราคาบนหน้าสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณาบอก หรือคลิปที่ขึ้นไปผิดชิ้น สี่กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องการเรียนรู้ มันคือความผิดพลาดที่ต้องหยุดเดี๋ยวนี้
สาม เจาะกลุ่มแคบจนระบบทำงานไม่ได้
ความคิดที่ว่ายิ่งเจาะแคบยิ่งแม่นยิ่งประหยัด เป็นความคิดที่มาจากยุคที่โฆษณาออนไลน์ทำงานคนละแบบ ทุกวันนี้การเจาะแคบเกินไปให้ผลตรงกันข้าม เพราะเมื่อกลุ่มคนที่เข้าเงื่อนไขมีจำนวนน้อย ระบบต้องแย่งพื้นที่ในหน้าจอของคนกลุ่มเล็ก ๆ นั้นกับผู้ลงโฆษณารายอื่นทั้งหมด ราคาต่อครั้งจึงสูงขึ้น แถมยังหมดคนให้แสดงเร็ว ต้องวนกลับมาแสดงซ้ำกับคนเดิม ทำให้คนเบื่อเร็วและราคายิ่งขึ้นไปอีก
อาการที่บอกว่าคุณแคบเกินไปมีสองอย่างที่สังเกตได้ง่าย อย่างแรกคือจำนวนครั้งที่คนคนหนึ่งเห็นโฆษณาซ้ำไต่ขึ้นเร็วผิดปกติภายในไม่กี่วัน อย่างที่สองคือระบบเตือนตั้งแต่ตอนตั้งค่าว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเล็ก เจอสองอย่างนี้เมื่อไรให้ถอยออกมาหนึ่งขั้น ตัดเงื่อนไขที่แคบที่สุดออกไปสักหนึ่งหรือสองข้อ แล้วดูว่าราคาลดลงไหม
ที่ควรทำแทนคือปล่อยกลุ่มให้กว้างแล้วใช้ตัวคลิปเป็นตัวคัดคน คลิปที่พูดกับคนกลุ่มไหนชัดเจนจะดึงคนกลุ่มนั้นเข้ามาเอง และไล่คนที่ไม่ใช่ออกไปเองตั้งแต่สามวินาทีแรก วิธีนี้ได้ความแม่นยำเหมือนกันแต่ไม่ต้องจ่ายค่าพรีเมียมของการเจาะแคบ และยังให้ระบบมีพื้นที่พอจะหาคนที่คุณคิดไม่ถึงว่าจะซื้อ ซึ่งบ่อยครั้งกลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุดของร้าน
เมื่อไรเพิ่มงบ เมื่อไรอยู่เฉย ๆ เมื่อไรปิด
หลังจากรอบทดสอบจบ คุณจะมีตัวเลขจริงอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้เหลือคำถามเดียวคือทำอะไรต่อ คนส่วนใหญ่ตอบคำถามนี้ด้วยความรู้สึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่งบมักบานปลายในสัปดาห์ที่กำลังไปได้ดี และมักถูกตัดในสัปดาห์ที่แค่สะดุดชั่วคราว วิธีที่ดีกว่าคือมีสามช่องให้เลือก แล้วให้ตัวเลขเป็นคนบอกว่าตอนนี้อยู่ช่องไหน
| สถานะ | สัญญาณที่เห็นในรายงาน | ทำอะไร | ห้ามทำอะไร |
|---|---|---|---|
| เพิ่มงบ | ต้นทุนต่อออร์เดอร์ต่ำกว่าเส้นเป้าหมายติดกันหลายวัน และจำนวนออร์เดอร์สะสมถึงเกณฑ์แล้ว | เพิ่มทีละน้อยแล้วเว้นสองถึงสามวันก่อนเพิ่มรอบถัดไป | เพิ่มเป็นเท่าตัวในครั้งเดียว หรือเพิ่มพร้อมกับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย |
| อยู่เฉย ๆ | ต้นทุนอยู่ระหว่างเส้นเป้าหมายกับเส้นคุ้มทุน หรือจำนวนสะสมยังไม่ถึงเกณฑ์ | ปล่อยให้เดิน เอาเวลาไปทำชิ้นงานใหม่ในก้อนทดสอบแทน | เข้าไปขยับค่าเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำอะไร |
| ปิด | ต้นทุนสูงกว่าเส้นคุ้มทุนติดกันหลายวันทั้งที่ผ่านช่วงเรียนรู้แล้ว หรือใช้งบครบเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้วยังไม่มีออร์เดอร์ | ปิดกลุ่มนั้น เก็บบทเรียนไว้เป็นข้อความสั้น ๆ หนึ่งบรรทัด | ค่อย ๆ ลดงบลงเรื่อย ๆ แล้วปล่อยให้เดินต่อไปแบบไม่ตายไม่รอด |
เพิ่มงบอย่างไรไม่ให้ทุกอย่างรีเซ็ต
ตรงนี้มีรายละเอียดที่คนพลาดกันมาก การเพิ่มงบไม่ใช่การเพิ่มเงินเฉย ๆ ในสายตาของระบบ มันคือการเปลี่ยนเงื่อนไขของการประมูล งบที่มากขึ้นแปลว่าต้องหาคนเพิ่ม ซึ่งมักหมายถึงต้องขยายไปหาคนที่เหมาะน้อยลง ต้นทุนต่อผลลัพธ์จึงมีแนวโน้มขยับขึ้นตามงบเสมอ ไม่ใช่คงที่ ถ้าคุณเพิ่มทีเดียวเยอะ ๆ ระบบจะต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด และคุณจะกลับไปจ่ายราคาช่วงเรียนรู้อีกรอบ
วิธีที่ปลอดภัยคือเพิ่มทีละน้อยและเว้นระยะ ให้เวลาระบบได้ตั้งตัวระหว่างแต่ละครั้ง ระหว่างที่เพิ่ม ให้จับตาต้นทุนต่อผลลัพธ์เทียบกับเส้นสองเส้นของคุณ ถ้ามันยังอยู่ใต้เส้นเป้าหมาย เพิ่มต่อได้ ถ้ามันเริ่มไต่ขึ้นมาระหว่างสองเส้น ให้หยุดเพิ่มแล้วอยู่ตรงนั้นสักพัก ถ้ามันทะลุเส้นคุ้มทุน ให้ถอยกลับมาที่ระดับก่อนหน้า จุดที่มันเริ่มไต่ขึ้นนั่นแหละคือเพดานของกลุ่มนี้ในตอนนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก เพราะมันบอกว่าถ้าอยากโตต่อ ต้องหาชิ้นงานใหม่หรือกลุ่มใหม่ ไม่ใช่ใส่เงินเพิ่มในที่เดิม
ถ้าอยากเข้าใจเรื่องจังหวะการใช้งบให้ลึกขึ้นในเชิงหลักการ มีบทความภาษาอังกฤษสองชิ้นที่เขียนไว้ละเอียด ชิ้นแรกคือ How to Set an Ads Budget That Matches Growth Goals ว่าด้วยการตั้งงบให้สอดคล้องกับเป้าการเติบโต และชิ้นที่สองคือ Google Ads Budget Pacing: How to Stop Losing Spend Silently ว่าด้วยการที่งบไหลออกโดยไม่มีใครสังเกต ทั้งสองชิ้นเป็นบทความภาษาอังกฤษ และยกตัวอย่างด้วยแพลตฟอร์มอื่น แต่หลักการเรื่องจังหวะและเพดานใช้ร่วมกันได้
ปิดแล้วเอางบไปไว้ไหน
คำถามนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะการปิดกลุ่มหนึ่งแล้วไม่ทำอะไรต่อ เท่ากับงบรายวันของคุณลดลงเงียบ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ร้านหลายร้านค่อย ๆ หายไปจากสายตาลูกค้าด้วยวิธีนี้ ปิดทีละกลุ่มจนเหลือกลุ่มเดียวเล็ก ๆ แล้วสงสัยว่าทำไมยอดตกทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
วิธีที่ถูกคือถือว่างบรายวันทั้งก้อนเป็นตัวเลขที่คุณตั้งใจไว้ตายตัว ปิดตรงไหนต้องย้ายเงินไปที่อื่นทันที ทางเลือกมีสามทาง ทางแรกย้ายเข้าก้อนหลักที่กำลังทำงานดีอยู่ ถ้ามันยังไม่ถึงเพดาน ทางที่สองย้ายเข้าก้อนทดสอบเพื่อเร่งหาชิ้นงานใหม่ ทางที่สามคือเก็บไว้ก่อนจริง ๆ ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะลดขนาดการยิงลงในช่วงนี้ ทางที่สามใช้ได้ แต่ต้องเป็นการตัดสินใจ ไม่ใช่ผลข้างเคียงจากการลืม
สิ่งที่ควรทำคู่กันคือจดบทเรียนไว้หนึ่งบรรทัดทุกครั้งที่ปิดอะไร เขียนว่าปิดอะไร ตัวเลขตอนปิดเป็นเท่าไร และเดาว่าเพราะอะไร สามเดือนผ่านไปคุณจะมีสมุดที่บอกได้ว่าอะไรใช้ไม่ได้กับร้านนี้ ซึ่งมีค่ากว่าบทความไหน ๆ ที่ไปอ่านมา เพราะมันเป็นข้อมูลของร้านคุณเอง และเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่มี
อย่าเอางบ TikTok ไปเทียบกับ Facebook หรือ Google แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
คำถามที่ตามมาหลังจากตั้งงบได้แล้วคือ แล้วควรแบ่งงบระหว่างแพลตฟอร์มยังไง คนส่วนใหญ่ตอบด้วยการหารเท่า ๆ กัน หรือหารตามสัดส่วนที่เคยได้ยินมา ทั้งสองวิธีผิดด้วยเหตุผลเดียวกัน คือมันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเงินหนึ่งบาทในแต่ละที่ทำงานเหมือนกัน ซึ่งไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว
สามแพลตฟอร์มไม่ได้ทำงานเดียวกัน
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ความตั้งใจของคนที่อยู่ตรงนั้น คนที่พิมพ์ค้นหาในเครื่องมือค้นหาคือคนที่กำลังมองหาของอยู่แล้ว เขาบอกความต้องการของตัวเองออกมาเป็นคำ ๆ คุณแค่ไปยืนอยู่ตรงนั้นให้เขาเจอ ส่วนคนที่กำลังไถดูคลิปสั้นไม่ได้กำลังหาอะไรทั้งนั้น เขามาเพื่อความบันเทิง คุณต้องทำให้เขาหยุด ทำให้เขาสนใจ แล้วจึงค่อยทำให้เขาอยากได้ สามขั้นตอนนี้ใช้เงินและใช้ฝีมือคนละแบบกับการไปยืนรอในหน้าผลค้นหา
ผลที่ตามมาคือตัวเลขที่เห็นในรายงานจะหน้าตาไม่เหมือนกันโดยธรรมชาติ ฝั่งคลิปสั้นมักได้ยอดแสดงผลจำนวนมากในราคาที่ดูถูกมาก แต่คนที่เห็นส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมซื้อ ส่วนฝั่งค้นหามักมีจำนวนน้อยกว่ามากและราคาต่อคลิกสูงกว่า แต่คนที่คลิกเข้ามาพร้อมซื้อมากกว่า ถ้าคุณเอาค่าคลิกของสองที่นี้มาวางเทียบกันแล้วสรุปว่าที่ไหนถูกกว่า คุณกำลังเทียบของสองอย่างที่ไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน
อีกความต่างที่คนมองข้ามคือหน้าที่ในเส้นทางการซื้อ โฆษณาบนคลิปสั้นมักทำหน้าที่สร้างความอยากตั้งแต่ต้นทาง คนเห็นวันนี้ อาจซื้อวันนี้เลย หรืออาจไปค้นชื่อยี่ห้อคุณในอีกสามวันแล้วซื้อผ่านช่องทางอื่น ยอดขายใบนั้นจะไปบันทึกอยู่ที่ช่องทางปลายทาง ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่คลิป ถ้าคุณดูแต่ตัวเลขในแต่ละแพลตฟอร์มแยกกัน คุณจะประเมินฝั่งต้นทางต่ำเกินจริงเสมอ
คำว่างบต่อวันในแต่ละที่ไม่ได้แปลเหมือนกัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคล้วน ๆ แต่ทำให้คนเข้าใจผิดกันมาก คำว่างบรายวันที่คุณกรอกลงไปในแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน บางที่ตีความว่าเป็นเพดานของวันนั้นจริง ๆ บางที่ตีความว่าเป็นค่าเฉลี่ยตลอดเดือน แปลว่าวันไหนมีโอกาสดีระบบจะใช้เกินไปก่อน แล้วไปดึงกลับในวันที่โอกาสน้อย

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือฝั่งเครื่องมือค้นหา เอกสารทางการฉบับภาษาไทยเขียนไว้ตรง ๆ ว่างบที่คุณกรอกคือค่าเฉลี่ยรายวัน ไม่ใช่เพดาน และระบุวงเงินสูงสุดไว้สองชั้น ชั้นแรกคือในวันใดวันหนึ่งจ่ายได้ไม่เกินสองเท่าของงบเฉลี่ยรายวันสำหรับแคมเปญส่วนใหญ่ ชั้นที่สองคือทั้งเดือนจ่ายไม่เกินสามสิบจุดสี่เท่าของงบเฉลี่ยรายวัน ตัวเลขสามสิบจุดสี่มาจากจำนวนวันเฉลี่ยในหนึ่งเดือน
ทีนี้ลองนึกภาพว่าคุณตั้งงบเท่ากันสองที่ แล้ววันจันทร์เปิดรายงานมาเห็นว่าที่หนึ่งใช้เงินไปเกือบสองเท่าของที่ตั้งไว้ อีกที่ใช้ไปพอดี ถ้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน คุณอาจตกใจแล้วรีบเข้าไปลดงบ ทั้งที่ระบบกำลังทำงานตามปกติของมัน และวันที่มันใช้เกินก็มักเป็นวันที่มีโอกาสดีที่สุดด้วย การเข้าใจกติกาของแต่ละที่ก่อนจึงช่วยประหยัดทั้งเงินและความตกใจ
สิ่งที่ต้องทำคือเปิดเอกสารของแต่ละแพลตฟอร์มอ่านสักครั้งว่าคำว่างบรายวันของที่นั้นหมายถึงอะไร ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีต่อที่ แล้วจดไว้ในไฟล์เดียวกับเส้นสองเส้นของคุณ พอถึงเวลาดูรายงานคุณจะรู้ทันทีว่าตัวเลขที่เห็นควรตีความยังไง แทนที่จะต้องไปถามคนอื่นแล้วได้คำตอบที่ต่างกันสามแบบ
วิธีเทียบที่ถูก เทียบด้วยต้นทุนต่อผลลัพธ์ปลายทาง
ถ้าเทียบด้วยงบไม่ได้ แล้วเทียบด้วยอะไร คำตอบคือเทียบด้วยตัวเลขปลายทางเพียงตัวเดียว นั่นคือต้นทุนต่อออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะไม่ว่าเส้นทางจะต่างกันแค่ไหน สุดท้ายทุกแพลตฟอร์มถูกวัดด้วยคำถามเดียวกัน คือใช้เงินเท่าไรถึงได้ลูกค้าหนึ่งคน ตัวเลขนี้เทียบกันได้ตรง ๆ และเทียบกับเส้นคุ้มทุนของคุณได้ด้วย
วิธีทำคือรวมตัวเลขค่าโฆษณาของทุกแพลตฟอร์มไว้ที่เดียว แล้ววางคู่กับยอดขายที่เกิดในช่วงเดียวกัน จุดที่ยากคือแต่ละแพลตฟอร์มนับวันไม่เหมือนกัน และรายงานยอดขายจากหลังร้านก็นับคนละจังหวะกับรายงานโฆษณาอีกที เรื่องการจัดข้อมูลหลายแหล่งให้บวกกันได้จริง เขียนแยกไว้ในบทความ ดึงรายงานยอดขาย TikTok Shop และ Shopee มารวมที่เดียว ซึ่งลงรายละเอียดเรื่องคอลัมน์กลางและเขตเวลาไว้ครบ
เมื่อรวมได้แล้ว การแบ่งงบระหว่างแพลตฟอร์มจะกลายเป็นเรื่องง่ายมาก ที่ไหนต้นทุนต่อออร์เดอร์ต่ำกว่าเส้นเป้าหมายและยังไม่ถึงเพดาน ก็ใส่เพิ่มที่นั่น ที่ไหนเกินเส้นคุ้มทุนก็ลดหรือหยุด ไม่ต้องใช้สัดส่วนสำเร็จรูปจากใคร เพราะสัดส่วนที่ถูกจะโผล่ออกมาเองจากตัวเลขของคุณ และมันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลและตามชิ้นงานที่คุณมีในมือ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ปัญหา
สรุปเป็นลำดับที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกว่ามีเรื่องต้องทำเยอะ ให้ตัดทุกอย่างออกก่อนแล้วเริ่มจากเจ็ดข้อข้างล่างนี้ตามลำดับ ทั้งหมดใช้เวลารวมกันประมาณครึ่งวัน และเมื่อทำจบ คุณจะมีตัวเลขของตัวเองที่เอาไปตอบคำถามเรื่องงบได้ทุกครั้งที่มีคนถาม โดยไม่ต้องไปหาค่าเฉลี่ยจากที่ไหนอีก
- เปิดไฟล์การเงินของเดือนที่แล้ว ไล่หาให้ครบว่าขายหนึ่งชิ้นถูกหักอะไรบ้าง จดเป็นรายการ
- คำนวณกำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์ของสินค้าที่ตั้งใจจะยิง อย่าลืมเผื่อสัดส่วนของที่ถูกตีกลับ
- หา ROAS จุดคุ้มทุน ด้วยการเอาราคาขายหารด้วยกำไรขั้นต้น เขียนตัวเลขนี้ไว้ให้เห็นทุกวัน
- หาอัตราการซื้อจากหลังร้าน แล้วคำนวณค่าคลิกคุ้มทุนกับค่าคลิกเป้าหมาย ได้เส้นแดงกับเส้นเขียว
- ตั้งเป้าว่าอยากเห็นกี่ออร์เดอร์ก่อนจะกล้าสรุป แล้วแปลงเป็นจำนวนคลิกที่ต้องใช้ทั้งรอบ
- คูณออกมาเป็นงบทั้งรอบและงบต่อวัน แล้วเอาไปเทียบกับขั้นต่ำสองชั้นที่จดมาจากหน้าสร้างแคมเปญ
- เขียนเงื่อนไขปิดไว้ล่วงหน้าก่อนกดเปิด แล้วห้ามแตะอะไรเลยอย่างน้อยสามถึงสี่วันแรก
ข้อที่คนมักข้ามคือข้อเจ็ด ทั้งที่มันเป็นข้อที่ประหยัดเงินได้มากที่สุดโดยไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเลย แค่ความอดทน การเขียนเงื่อนไขปิดไว้ตอนที่ยังไม่มีเงินของตัวเองอยู่ในสนาม ทำให้คุณตัดสินใจด้วยหัวที่เย็นกว่าตอนที่เห็นตัวเลขแดงบนหน้าจอมาก และการห้ามตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งในสามวันแรกทำให้ทุกบาทที่จ่ายไปได้ทำงานเต็มที่ ไม่ต้องเสียไปกับการเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำ ๆ
ตัวเลขที่ควรกลับมาดูซ้ำทุกเดือน
เส้นสองเส้นที่คุณคำนวณได้ไม่ใช่ของถาวร ต้นทุนสินค้าขยับ ค่าส่งขยับ ค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มปรับเป็นระยะ และอัตราการซื้อของหน้าสินค้าก็เปลี่ยนตามฤดูกาลและตามคู่แข่ง ถ้าคุณคำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ยาวทั้งปี วันหนึ่งคุณจะพบว่ากำลังยิงแอดอยู่ใต้เส้นคุ้มทุนมาสองเดือนโดยไม่รู้ตัว เพราะเส้นมันเลื่อนขึ้นไปแล้วแต่ตัวเลขที่แปะข้างจอยังเป็นของเก่า
จังหวะที่เหมาะคือทบทวนเดือนละครั้ง ใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาที เปิดไฟล์การเงินของเดือนที่เพิ่งจบ ดูว่ากำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์จริงเป็นเท่าไร เทียบกับตัวเลขที่ใช้อยู่ ถ้าห่างกันเกินหนึ่งในสิบ ให้คำนวณเส้นใหม่ทั้งชุด นอกจากนั้นให้ดูอัตราการซื้อของเดือนที่ผ่านมาด้วย เพราะถ้ามันดีขึ้น คุณจ่ายค่าคลิกได้แพงขึ้น ซึ่งแปลว่าคุณแข่งได้ในที่ที่เมื่อก่อนแข่งไม่ไหว
อีกอย่างที่ควรทำคู่กันคือเก็บสถิติของตัวเองไว้เป็นตาราง เดือนละหนึ่งบรรทัด บันทึกงบที่ใช้ ออร์เดอร์ที่ได้ ต้นทุนต่อออร์เดอร์ และค่าคลิกเฉลี่ย ผ่านไปหกเดือนคุณจะเห็นรูปแบบที่ไม่มีบทความไหนบอกคุณได้ เช่นเดือนไหนของปีที่ค่าโฆษณาแพงเป็นพิเศษ สินค้ากลุ่มไหนที่ยิงแล้วคุ้มเสมอ และงบระดับไหนที่พอเกินไปแล้วผลไม่ดีขึ้นตาม ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ปีที่สองของคุณง่ายกว่าปีแรกมาก
สุดท้าย ถ้ามีเรื่องเดียวที่อยากให้จำจากบทความนี้ ขอให้เป็นเรื่องนี้ งบที่ถูกต้องไม่ได้มาจากการถามว่าคนอื่นใช้เท่าไร แต่มาจากการรู้ว่าคุณเหลือกำไรเท่าไรและต้องเห็นผลลัพธ์กี่ครั้งถึงจะตัดสินใจได้ สองอย่างนี้เป็นของคุณคนเดียว ไม่มีใครตอบแทนได้ และเมื่อคุณรู้แล้ว คำถามว่ายิงแอดวันละกี่บาทจะไม่ใช่คำถามที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นแค่ผลลัพธ์ของการคูณเลขที่คุณทำเองได้ในสิบนาที
อยากอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อ ดูรายการบทความทั้งหมดได้ที่ หน้ารวมบทความ
อยากให้มีคนเฝ้างบให้ทุกวันโดยไม่ต้องนั่งดูเอง
Orova Ads ต่อกับ TikTok Ads Google Ads และ Meta Ads ในที่เดียว มีตารางแคมเปญ กลุ่มโฆษณา และชิ้นงาน พร้อมตัวชี้วัดที่นิยามสูตรเอง ตั้งกติกาให้ผูกกับการกระทำแต่ละอย่างได้ ทั้งเพิ่มงบ ลดงบ และปิด และมีผู้ช่วยที่ทำงานตามรอบเวลาที่ตั้งไว้ แล้วลงมือกับบัญชีโฆษณาให้จริง
ดู Orova Ads