Google Search Console คือ อะไร อ่านตัวเลขแล้วทำอะไรต่อ
เว็บบริษัทเปิดมาสองปี ลงบทความไปหลายสิบชิ้น จ้างคนทำเว็บใหม่ไปหนึ่งรอบ แล้ววันหนึ่งผู้บริหารก็ถามคำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่ง คือเดือนนี้มีคนเข้าเว็บเราจากการค้นหากี่คน และเขาพิมพ์คำว่าอะไรถึงเจอเรา คำตอบที่คนส่วนใหญ่ให้ได้มักหยุดอยู่ที่ตัวเลขรวมในหน้ารายงานของ Google Analytics คือรู้ว่ามีคนมาจากช่องทาง Organic Search เท่านี้คน แต่พอถามต่อว่าเขาค้นด้วยคำอะไร หน้าไหนของเราที่ถูกแสดงบ่อยที่สุด และมีหน้าไหนที่ Google ยังไม่เก็บเข้าดัชนีเลยหรือเปล่า ตรงนั้นคือจุดที่ Analytics เงียบ
วิธีที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้แก้ปัญหานี้คือเดา เดาว่าลูกค้าน่าจะค้นด้วยคำนี้ แล้วเอาคำที่เดาไปเขียนบทความเพิ่ม หรือไม่ก็ไปสมัครเครื่องมือต่างประเทศรายเดือนที่คิดค่าบริการหลายพันบาท เพื่อดูตัวเลขประมาณการที่ไม่ใช่ข้อมูลของเว็บเราจริง ๆ ทั้งที่เครื่องมือที่บอกตรง ๆ ว่าคนพิมพ์คำว่าอะไรแล้วเจอเว็บของคุณ เป็นของฟรีจาก Google เอง ติดตั้งเสร็จภายในสิบนาที และเป็นข้อมูลจากระบบค้นหาโดยตรง ไม่ใช่การประมาณการจากตัวอย่าง
บทความนี้ตอบสามเรื่องเรียงกัน เรื่องแรกคือ Google Search Console คือ อะไรและบอกอะไรที่เครื่องมือวัดผลทั่วไปไม่บอก เรื่องที่สองคือวิธีติดตั้งและยืนยันความเป็นเจ้าของสามแบบ เลือกแบบไหนในสถานการณ์ไหน เรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องที่บทความภาษาไทยส่วนใหญ่ไม่ไปถึงคือ เมื่อเห็นตัวเลขแล้วต้องทำอะไรต่อ เราจะเจาะสี่รายงานที่ควรเปิดดูจริง สามงานที่ลงมือทำได้ทันทีจากตัวเลขที่เห็น กับดักของคำค้นภาษาไทยในหน้ารายงาน และจังหวะการเปิดดูรายสัปดาห์ที่ทำให้ข้อมูลชุดนี้ไม่กลายเป็นแท็บที่เปิดทิ้งไว้เฉย ๆ
Google Search Console คือ อะไร และบอกอะไรที่ Google Analytics ไม่บอก
Google Search Console คือ เครื่องมือฟรีของ Google ที่รายงานว่าเว็บของคุณปรากฏในผลค้นหาอย่างไร คนพิมพ์คำว่าอะไรแล้วเห็นเว็บคุณ เห็นแล้วกดเข้ามากี่ครั้ง หน้าไหนถูกเก็บเข้าดัชนี และหน้าไหนติดปัญหาจนไม่ถูกเก็บ เป็นข้อมูลฝั่งก่อนคลิก ซึ่งเครื่องมือวัดผลบนเว็บมองไม่เห็น
วิธีที่ทำให้เข้าใจเร็วที่สุดคือมองการค้นหาหนึ่งครั้งเป็นเส้นตรงที่มีจุดตัดอยู่ตรงกลาง จุดตัดนั้นคือการคลิก ก่อนถึงการคลิกมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง คนพิมพ์คำค้น Google เลือกว่าจะเอาหน้าไหนขึ้นมาแสดง หน้านั้นถูกแสดงในตำแหน่งที่เท่าไร ผู้ใช้เลื่อนดู อ่านชื่อเรื่องกับคำอธิบายใต้ชื่อ แล้วจึงตัดสินใจว่าจะกดหรือไม่กด เหตุการณ์ทั้งชุดนี้เกิดขึ้นบนหน้าผลค้นหาของ Google ไม่ได้เกิดบนเว็บของคุณ โค้ดวัดผลที่คุณฝังไว้ในเว็บจึงไม่มีทางรู้เรื่อง
หลังการคลิกจึงเป็นเขตของเครื่องมือวัดผลบนเว็บ ผู้ใช้เข้ามาแล้วอยู่นานเท่าไร ดูกี่หน้า กดปุ่มอะไร กรอกฟอร์มหรือเปล่า ซื้อหรือไม่ซื้อ ข้อมูลชุดนี้เก็บจากโค้ดที่ทำงานอยู่ในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ขณะอยู่บนเว็บคุณ Search Console มองไม่เห็นเช่นกัน สองเครื่องมือนี้จึงไม่ได้ทดแทนกัน มันยืนคนละฝั่งของเส้นเดียวกัน และคำถามทางธุรกิจส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งสองฝั่งถึงจะตอบได้
ตัวเลขสี่ตัวที่มีอยู่เฉพาะใน Search Console
ในหน้ารายงานประสิทธิภาพ คุณจะเจอตัวเลขสี่ตัวที่วางเรียงกันอยู่ด้านบน และควรเข้าใจความหมายของแต่ละตัวให้ตรงกันตั้งแต่ต้น เพราะสามตัวในสี่ตัวนี้ไม่มีในเครื่องมือวัดผลชนิดอื่น
การแสดงผล หรือ Impressions คือจำนวนครั้งที่ลิงก์ของเว็บคุณถูกแสดงในผลค้นหา ตัวเลขนี้นับต่อครั้งที่แสดง ไม่ได้นับต่อคน ถ้าคนคนเดียวค้นคำเดิมสามครั้งในวันเดียวและเห็นหน้าคุณทั้งสามครั้ง จะถูกนับเป็นสาม ตัวเลขนี้บอกว่า Google คิดว่าเนื้อหาของคุณเกี่ยวข้องกับคำค้นมากพอที่จะเอาขึ้นมาแสดง ซึ่งเป็นสัญญาณแรกสุดที่จับได้ก่อนที่จะมีทราฟฟิกจริงเสียอีก เว็บใหม่ที่เพิ่งเริ่มมักเห็นการแสดงผลขยับก่อนคลิกหลายสัปดาห์
คลิก หรือ Clicks คือจำนวนครั้งที่มีคนกดจากผลค้นหาเข้ามายังเว็บคุณ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับจำนวนผู้เข้าชมจากช่องทาง Organic ในเครื่องมือวัดผล แต่จะไม่เท่ากันเป๊ะ ๆ และไม่ควรคาดหวังให้เท่า เพราะสองระบบนับคนละจุด ระบบหนึ่งนับตอนกด อีกระบบนับตอนหน้าเว็บโหลดเสร็จ ระหว่างสองจุดนั้นมีคนกดปุ่มย้อนกลับ มีเน็ตหลุด มีคนบล็อกสคริปต์ ส่วนต่างสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องปกติ ถ้าต่างกันเกินครึ่งค่อยไปไล่หาสาเหตุ
อัตราการคลิก หรือ CTR คือคลิกหารด้วยการแสดงผล ตัวเลขนี้บอกว่าเมื่อคนเห็นเว็บคุณในผลค้นหาแล้ว มีสัดส่วนเท่าไรที่ตัดสินใจกด สิ่งที่ควบคุมตัวเลขนี้โดยตรงคือชื่อเรื่องกับคำอธิบายใต้ชื่อ และตำแหน่งที่คุณอยู่ ค่านี้จึงเป็นตัวเลขที่แก้ได้เร็วที่สุดในบรรดาสี่ตัว เพราะแก้ข้อความสองบรรทัดแล้วรอสองสัปดาห์ก็เห็นผล ไม่ต้องรื้อเนื้อหาทั้งหน้า
ตำแหน่งเฉลี่ย หรือ Average Position คือค่าเฉลี่ยของตำแหน่งสูงสุดที่เว็บคุณปรากฏในแต่ละครั้งที่แสดง ตัวเลขนี้เป็นตัวที่ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุด เพราะมันเป็นค่าเฉลี่ยของหลายคำค้นรวมกัน หน้าเดียวอาจอยู่อันดับสามในคำหนึ่งและอันดับสี่สิบในอีกคำหนึ่ง ค่าเฉลี่ยที่ออกมาจึงไม่ใช่อันดับจริงของคำไหนเลย ควรใช้ดูแนวโน้มขึ้นลงเท่านั้น และเวลาจะดูอันดับจริงต้องกรองลงไปทีละคำค้น
คำถามที่ตอบได้เฉพาะเมื่อมี Search Console
ลองเทียบเป็นคำถามที่เกิดขึ้นจริงในที่ประชุม จะเห็นเส้นแบ่งชัดขึ้น คำถามว่าเดือนนี้มีคนกรอกฟอร์มติดต่อกี่คน และคนที่กรอกมาจากช่องทางไหน เป็นคำถามหลังคลิก ตอบด้วยเครื่องมือวัดผลบนเว็บ ส่วนคำถามว่าทำไมเดือนนี้คนเข้าน้อยลง ทั้งที่เราไม่ได้แก้อะไรเลย เป็นคำถามที่ต้องเปิด Search Console เพราะสาเหตุที่พบบ่อยคือคำค้นบางกลุ่มที่เคยพาคนมาหายไป หรือหน้าบางหน้าหลุดจากดัชนี ซึ่งทั้งสองอย่างเกิดขึ้นก่อนคลิกทั้งคู่
อีกคำถามที่ต้องใช้ข้อมูลชุดนี้คือ เนื้อหาที่เราเขียนไปเมื่อสามเดือนก่อนมีคนหาเจอไหม ถ้าหน้าใดหน้าหนึ่งมีการแสดงผลเป็นศูนย์ติดต่อกันหลายสัปดาห์ แปลว่า Google ยังไม่เคยเอาหน้านั้นขึ้นแสดงให้ใครเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องเนื้อหาไม่ดีพอ แต่เป็นเรื่องที่หน้านั้นอาจยังไม่เข้าดัชนีด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีเครื่องมือนี้ คุณจะแยกสองกรณีนี้ออกจากกันไม่ได้เลย และจะเสียเวลาไปแก้ผิดจุด
สำหรับทีมที่ทำงานเป็นภาษาอังกฤษด้วย เรามีบทความอีกชิ้นที่ลงรายละเอียดเรื่องการอ่านข้อมูลสองฝั่งควบคู่กันไว้ที่ GA4 and Google Search Console for SEO เนื้อหาชุดนั้นเจาะเรื่องการจับคู่ข้อมูลระหว่างสองระบบโดยเฉพาะ
ติดตั้ง Google Search Console ใน 10 นาที ด้วยการยืนยันสามวิธี
ขั้นตอนทั้งหมดมีสองส่วน ส่วนแรกคือเลือกประเภทของทรัพย์สินที่จะเพิ่มเข้าไป ส่วนที่สองคือพิสูจน์กับ Google ว่าคุณเป็นเจ้าของเว็บนั้นจริง ส่วนที่สองนี่เองที่ทำให้คนติดอยู่นานที่สุด เพราะสามวิธีที่ Google เสนอมาต้องใช้สิทธิ์คนละแบบ และคนที่เปิดหน้าจอนี้อยู่มักไม่ใช่คนที่ถือสิทธิ์นั้น
เลือกแบบ Domain หรือแบบ URL prefix
หน้าจอแรกให้เลือกสองช่อง ช่องซ้ายชื่อ Domain ช่องขวาชื่อ URL prefix ความต่างสรุปได้สั้น ๆ ว่าแบบ Domain จะเก็บข้อมูลของทุกอย่างที่อยู่ใต้ชื่อโดเมนนั้น ทั้ง http และ https ทั้งที่มี www และไม่มี www รวมถึงโดเมนย่อยทุกตัว เช่น blog ที่แยกออกไป หรือ shop ที่แยกออกไป ส่วนแบบ URL prefix จะเก็บเฉพาะที่ขึ้นต้นด้วยข้อความที่คุณกรอกเป๊ะ ๆ ถ้ากรอกเป็นแบบ https ที่มี www เว็บเวอร์ชันที่ไม่มี www จะไม่ถูกนับเข้ามาเลย
คำแนะนำที่ใช้ได้กับเว็บบริษัททั่วไปคือเลือกแบบ Domain ถ้าทำได้ เพราะจะไม่มีทางพลาดข้อมูลจากเวอร์ชันที่คุณลืมนึกถึง แต่แบบ Domain มีเงื่อนไขข้อเดียวที่แข็งมาก คือยืนยันได้ด้วยการแก้ระเบียน DNS เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าคุณเข้าหน้าจัดการโดเมนไม่ได้ ให้ใช้แบบ URL prefix ไปก่อน แล้วค่อยเพิ่มแบบ Domain ทีหลังเมื่อได้สิทธิ์ ทั้งสองแบบอยู่ร่วมกันในบัญชีเดียวกันได้ ไม่ตีกัน
วิธีที่หนึ่ง แก้ระเบียน DNS ที่ผู้ให้บริการโดเมน
Google จะให้ข้อความชุดหนึ่งมา หน้าตาเป็น google-site-verification ตามด้วยรหัสยาว ๆ คุณต้องเอาข้อความนั้นไปเพิ่มเป็นระเบียนชนิด TXT ในหน้าจัดการ DNS ของโดเมน สำหรับเว็บไทยที่จดโดเมนกับผู้ให้บริการในประเทศ หน้าจอนี้มักอยู่ในเมนูชื่อ จัดการ DNS หรือ DNS Management ในแผงควบคุมของผู้ให้บริการ ส่วนเว็บที่ใช้ผู้ให้บริการต่างประเทศจะอยู่ในหน้าเดียวกับที่ตั้งค่าอีเมล
ข้อควรระวังคือช่องชื่อระเบียน ให้ใส่เครื่องหมาย @ หรือเว้นว่าง ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด อย่าใส่ชื่อโดเมนซ้ำลงไปในช่องนั้น เพราะระบบส่วนใหญ่จะต่อชื่อโดเมนให้อัตโนมัติ ผลลัพธ์ที่ได้จะกลายเป็นชื่อโดเมนซ้ำสองรอบและยืนยันไม่ผ่าน อีกเรื่องคือเวลา ระเบียน DNS ใหม่ต้องใช้เวลากระจายตัว บางที่เห็นผลในห้านาที บางที่ต้องรอถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้ากดยืนยันแล้วไม่ผ่าน อย่าเพิ่งลบทิ้งแล้วทำใหม่ ให้รอแล้วกดยืนยันซ้ำในวันรุ่งขึ้น
วิธีที่สอง อัปโหลดไฟล์ HTML ขึ้นเซิร์ฟเวอร์
Google ให้ไฟล์เปล่ามาหนึ่งไฟล์ ชื่อไฟล์คือรหัสยืนยัน คุณอัปโหลดไฟล์นั้นไปไว้ที่รากของเว็บ แล้วกดยืนยัน วิธีนี้เหมาะกับเว็บที่คุณเข้าถึงพื้นที่เก็บไฟล์ได้โดยตรง เช่น เว็บที่ทำด้วย WordPress บนโฮสต์ของตัวเอง หรือเว็บที่ทีมพัฒนาดูแลอยู่ ข้อดีคือไม่ต้องยุ่งกับ DNS ข้อเสียคือถ้าวันหนึ่งมีการย้ายโฮสต์หรือรื้อโครงสร้างไฟล์ ไฟล์นี้อาจหายไปโดยไม่มีใครสังเกต แล้วสิทธิ์การเข้าถึงจะหลุดเงียบ ๆ
ทางแก้ที่ทำได้เลยคือหลังยืนยันผ่าน ให้จดชื่อไฟล์เก็บไว้ในเอกสารส่งมอบของเว็บ และเพิ่มข้อนี้เข้าไปในรายการตรวจหลังย้ายโฮสต์ทุกครั้ง งานเล็กมากแต่กันปัญหาที่หาสาเหตุยากได้จริง
วิธีที่สาม แท็กในส่วนหัวของหน้า หรือผ่านเครื่องมือที่ติดอยู่แล้ว
วิธีนี้คือเอาแท็ก meta หนึ่งบรรทัดไปวางในส่วนหัวของหน้าแรก เว็บสำเร็จรูปเกือบทุกเจ้าที่คนไทยใช้มีช่องให้วางโค้ดส่วนหัวอยู่แล้ว ปกติอยู่ในเมนูตั้งค่าขั้นสูงหรือหมวดเชื่อมต่อเครื่องมือภายนอก ถ้าเว็บทำด้วย WordPress ปลั๊กอินด้าน SEO ที่นิยมใช้กันก็มีช่องกรอกรหัสยืนยันของ Search Console ไว้ให้โดยเฉพาะ กรอกแล้วบันทึกก็จบ
อีกทางที่เร็วกว่านั้นคือถ้าเว็บติดเครื่องมือวัดผลของ Google หรือติดตัวจัดการแท็กไว้แล้ว และบัญชีที่คุณใช้เข้า Search Console มีสิทธิ์ระดับแก้ไขในเครื่องมือนั้น ระบบจะยืนยันให้อัตโนมัติในคลิกเดียว ข้อควรรู้คือถ้าวันหนึ่งมีการถอดเครื่องมือนั้นออก หรือมีการเปลี่ยนสิทธิ์ในบัญชี การยืนยันจะหลุดตามไปด้วย ดังนั้นสำหรับเว็บหลักของบริษัท ควรยืนยันด้วย DNS เป็นวิธีหลักเสมอ แล้วใช้วิธีอื่นเป็นวิธีสำรอง
ยืนยันผ่านแล้ว ต้องรออีกกี่วันถึงจะมีข้อมูล
คำตอบที่ทำให้หลายคนใจเสียคือ ข้อมูลไม่ย้อนหลัง วันที่คุณยืนยันผ่านคือวันแรกที่ระบบเริ่มเก็บให้ ช่วงสองถึงสามวันแรกกราฟจะยังว่าง ๆ และตัวเลขจะทยอยเข้ามา ข้อมูลในรายงานประสิทธิภาพปกติจะตามหลังของจริงประมาณสองถึงสามวัน ดังนั้นถ้าเปิดดูวันจันทร์เช้าแล้วเห็นว่าวันเสาร์อาทิตย์ยังไม่มีตัวเลข นั่นเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิดพลาด
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ ถ้าเว็บของคุณยังไม่ได้ต่อเครื่องมือนี้ ให้ต่อวันนี้แม้จะยังไม่มีเวลาดูตัวเลข เพราะทุกวันที่ปล่อยผ่านไปคือข้อมูลที่หายไปถาวร กู้คืนไม่ได้ ต่อทิ้งไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านเดือนหน้า ยังดีกว่าเริ่มเก็บเดือนหน้าแล้วไม่มีอะไรให้เทียบ
สามอย่างที่ควรตั้งเพิ่มในวันแรก
อย่างแรกคือส่งแผนผังเว็บ ถ้าเว็บสร้างด้วยระบบจัดการเนื้อหาทั่วไป จะมีไฟล์แผนผังอยู่แล้วที่ตำแหน่งมาตรฐาน ให้กรอกที่อยู่ไฟล์นั้นในเมนู Sitemaps แล้วกดส่ง งานนี้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที และช่วยให้ Google รู้จักหน้าใหม่เร็วขึ้นมาก
อย่างที่สองคือเพิ่มผู้ใช้ให้ครบ อย่าผูกทุกอย่างไว้กับบัญชีส่วนตัวของคนคนเดียว ให้เพิ่มอย่างน้อยอีกหนึ่งบัญชีที่เป็นของบริษัทไว้ในระดับเจ้าของ เพราะกรณีที่เจอบ่อยที่สุดคือคนที่ตั้งค่าไว้เมื่อสองปีก่อนลาออกไปแล้ว และไม่มีใครเข้าได้อีกเลย
อย่างที่สามคือเปิดการแจ้งเตือนทางอีเมล ระบบจะส่งอีเมลมาเมื่อพบปัญหาสำคัญ เช่น หน้าจำนวนมากหลุดจากดัชนี หรือมีการตรวจพบปัญหาด้านความปลอดภัย อีเมลพวกนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่มาถึงก่อนที่ยอดผู้เข้าชมจะตกให้เห็น

สี่รายงานที่ควรเปิดดูจริง และแต่ละรายงานอ่านตัวเลขไหน
เมนูด้านซ้ายของเครื่องมือมีหลายหัวข้อ แต่ในการทำงานประจำสัปดาห์ของทีมการตลาดขนาดเล็ก มีอยู่สี่รายงานที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ที่เหลือเปิดดูเมื่อมีเหตุ ไม่ต้องไล่ดูทุกอัน
รายงานที่หนึ่ง Performance อ่านสี่ตัวเลขและสี่แท็บ
หน้านี้คือหัวใจของเครื่องมือ ด้านบนมีตัวเลขสี่ตัวที่อธิบายไปแล้ว ให้กดเปิดทั้งสี่ช่องพร้อมกัน เพราะการดูคลิกอย่างเดียวจะทำให้พลาดเรื่องสำคัญ เช่น เดือนนี้คลิกเท่าเดิม แต่การแสดงผลเพิ่มขึ้นเท่าตัว นั่นแปลว่าคุณกำลังโผล่ในคำค้นใหม่ ๆ ที่ยังกดไม่ได้ ซึ่งเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัญหา
ด้านล่างกราฟมีสี่แท็บเรียงกัน แท็บแรกคือคำค้น บอกว่าคนพิมพ์ว่าอะไรแล้วเจอคุณ แท็บที่สองคือหน้า บอกว่าหน้าไหนของคุณได้คลิกมากที่สุด แท็บที่สามคือประเทศ ซึ่งสำหรับเว็บไทยควรกรองเหลือเฉพาะไทยก่อนดูอย่างอื่น เพราะทราฟฟิกจากประเทศอื่นมักบิดค่าเฉลี่ยจนอ่านผิด แท็บที่สี่คืออุปกรณ์ ซึ่งในตลาดไทยเกือบทุกเว็บจะเห็นสัดส่วนมือถือสูงมาก ตรงนี้ใช้ตัดสินใจได้เลยว่าเวลาปรับหน้าเว็บควรเริ่มจากจอไหน
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในหน้านี้คือช่วงเวลาเริ่มต้น ระบบตั้งค่ามาที่สามเดือนล่าสุด ถ้าคุณอยากเทียบเดือนต่อเดือนต้องเปลี่ยนช่วงเองทุกครั้ง และควรเทียบช่วงที่มีจำนวนวันเท่ากัน การเอาเดือนกุมภาพันธ์ไปเทียบกับเดือนมีนาคมโดยไม่คิดเรื่องจำนวนวัน ทำให้เห็นตัวเลขลดลงทั้งที่จริงแล้วเท่าเดิม
รายงานที่สอง Pages หน้าไหนเข้าดัชนี หน้าไหนไม่เข้า
รายงานนี้อยู่ในหมวดการจัดทำดัชนี แบ่งหน้าเว็บของคุณเป็นสองกอง กองที่เข้าดัชนีแล้ว กับกองที่ไม่ได้เข้าดัชนี กองหลังคือกองที่ต้องอ่าน เพราะระบบจะบอกเหตุผลไว้เป็นข้อ ๆ และเหตุผลแต่ละข้อมีวิธีจัดการต่างกันมาก
เหตุผลที่เจอบ่อยที่สุดสามข้อคือ หนึ่ง หน้าถูกค้นพบแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บ ซึ่งมักแปลว่าเว็บมีหน้าเยอะเกินกว่าที่ Google อยากเก็บทั้งหมด หรือหน้านั้นซ้ำกับหน้าอื่นในสายตาระบบ สอง หน้าถูกกันด้วยไฟล์ robots ซึ่งเป็นเรื่องตั้งใจในบางกรณี เช่น หน้าผลการค้นหาภายในเว็บ แต่กลายเป็นอุบัติเหตุในกรณีที่คนทำเว็บลืมปลดล็อกหลังขึ้นเว็บจริง สาม หน้าเป็นหน้าซ้ำที่ Google เลือกหน้าหลักให้เอง ซึ่งพบมากในเว็บขายของที่มีหน้าสินค้าเดียวกันหลายเส้นทาง
วิธีอ่านที่ไม่ทำให้ตกใจเกินเหตุคืออย่าไปตั้งเป้าให้ตัวเลขในกองไม่เข้าดัชนีเป็นศูนย์ เว็บที่สมบูรณ์แบบก็มีหน้าที่ไม่ควรเข้าดัชนีอยู่ดี เช่น หน้าขอบคุณหลังส่งฟอร์ม หน้าเงื่อนไขการใช้งานที่ซ้ำกันหลายภาษา สิ่งที่ควรทำคือไล่ดูว่าในกองนั้นมีหน้าที่สำคัญต่อธุรกิจปนอยู่หรือเปล่า ถ้ามีจึงค่อยลงมือ
รายงานที่สาม Sitemaps ส่งแล้วดูอะไรต่อ
หลายคนส่งแผนผังเว็บครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาดูอีกเลย ทั้งที่หน้านี้มีตัวเลขที่ใช้จับปัญหาได้เร็ว คือจำนวนหน้าที่ค้นพบจากแผนผัง เอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับจำนวนหน้าที่คุณรู้ว่ามีจริง ถ้าเว็บมีบทความสองร้อยชิ้นแต่ระบบเห็นแค่หกสิบ แปลว่าไฟล์แผนผังสร้างไม่ครบ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ที่ระบบจัดการเนื้อหา ไม่ใช่แก้ที่เนื้อหา
อีกจุดคือสถานะและวันที่อ่านล่าสุด ถ้าสถานะขึ้นว่าอ่านไม่สำเร็จ หรือวันที่อ่านล่าสุดค้างอยู่หลายเดือน ให้เปิดไฟล์แผนผังด้วยเบราว์เซอร์ดูตรง ๆ ปัญหาที่เจอบ่อยคือไฟล์เปิดไม่ได้เพราะเว็บย้ายไปใช้ https แล้วแต่ในแผนผังยังเขียนที่อยู่แบบ http อยู่
รายงานที่สี่ URL Inspection ตรวจทีละหน้า
ช่องค้นหาด้านบนสุดของหน้าจอคือเครื่องมือตรวจรายหน้า วางที่อยู่ของหน้าใดหน้าหนึ่งลงไปแล้วกด ระบบจะบอกสามเรื่อง คือหน้านี้อยู่ในดัชนีหรือไม่ ครั้งล่าสุดที่ระบบมาอ่านคือเมื่อไร และตอนที่ระบบอ่าน หน้านั้นแสดงผลออกมาหน้าตาอย่างไร
เรื่องที่สามมีประโยชน์กว่าที่คิด เพราะเว็บสมัยใหม่จำนวนมากสร้างเนื้อหาด้วยสคริปต์ฝั่งเบราว์เซอร์ ทำให้สิ่งที่คนเห็นกับสิ่งที่ระบบเก็บไม่ตรงกัน ถ้ากดดูหน้าที่ระบบอ่านได้แล้วพบว่าเนื้อหาหลักหายไปทั้งก้อน เหลือแต่โครงหน้าเปล่า นั่นคือปัญหาระดับโครงสร้างที่ต้องคุยกับทีมพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยการเขียนเนื้อหาเพิ่ม
ปุ่มขอให้จัดทำดัชนีอยู่ในหน้าเดียวกันนี้ ใช้เมื่อเพิ่งลงเนื้อหาใหม่ที่ต้องการให้เก็บเร็ว หรือเพิ่งแก้หน้าเดิมครั้งใหญ่ ข้อควรรู้คือปุ่มนี้เป็นการขอ ไม่ใช่คำสั่ง และมีโควตาต่อวัน การกดรัว ๆ ทีละร้อยหน้าไม่ได้ช่วยอะไร วิธีที่ได้ผลกว่าสำหรับหน้าจำนวนมากคือทำแผนผังเว็บให้ถูกต้องและทำลิงก์ภายในให้หน้านั้นถูกเชื่อมถึงจากหน้าอื่น
ทำไมการแสดงผลเพิ่มขึ้น แต่คลิกไม่เพิ่มตาม
เพราะหน้าผลค้นหาทุกวันนี้ตอบคำถามจบในตัวมันเองมากขึ้น ทั้งกล่องสรุปด้านบน กล่องคำถามที่คนถามบ่อย และแผนที่ ผู้ใช้จำนวนมากจึงได้คำตอบโดยไม่ต้องกดเข้าเว็บใคร การแสดงผลของคุณเพิ่มได้ต่อไป ในขณะที่คลิกนิ่ง
ตัวเลขที่ช่วยให้เห็นภาพขนาดของเรื่องนี้มาจากการวิเคราะห์ของ SparkToro ซึ่งพบว่าการค้นหาบน Google ในสหรัฐอเมริกาช่วงสี่เดือนแรกของปี 2026 มีถึงร้อยละ 68 ที่จบลงโดยไม่มีการคลิกผลลัพธ์ใดเลย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60 ในปี 2024 ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อมูลของตลาดสหรัฐ ไม่ใช่ของไทย และไม่ควรเอามาอ้างว่าเป็นสัดส่วนของตลาดไทย แต่ทิศทางที่มันชี้ให้เห็นคือเรื่องเดียวกับที่คนทำเว็บไทยเจอในหน้ารายงานของตัวเอง คือเส้นการแสดงผลชันขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเส้นคลิกแบนราบ
อ่าน CTR ยังไงให้ไม่หลอกตัวเอง
เพราะเหตุผลข้างต้น การตั้งเป้า CTR เป็นตัวเลขเดียวสำหรับทั้งเว็บจึงไม่มีประโยชน์ ค่าที่สมเหตุสมผลขึ้นอยู่กับสองอย่าง อย่างแรกคือตำแหน่ง อยู่อันดับหนึ่งกับอันดับเจ็ดมีค่ามาตรฐานต่างกันหลายเท่า อย่างที่สองคือชนิดของคำค้น คำที่คนค้นหาเพื่อหาคำตอบสั้น ๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ จะมี CTR ต่ำโดยธรรมชาติ เพราะคำตอบอยู่บนหน้าผลค้นหาแล้ว ส่วนคำที่คนค้นเพื่อจะซื้อหรือจะเลือกผู้ให้บริการ จะมี CTR สูงกว่ามาก
วิธีใช้ตัวเลขนี้ให้ได้ผลคือเทียบกับตัวเอง ไม่เทียบกับค่ามาตรฐานที่ไหน ให้กรองเฉพาะคำค้นที่คุณอยู่อันดับสามถึงสิบ แล้วเรียงตาม CTR จากน้อยไปมาก คำที่อยู่บนสุดของรายการนั้นคือคำที่คุณโผล่ให้เขาเห็นบ่อยแต่เขาไม่กด ซึ่งเกือบทั้งหมดแก้ได้ด้วยการเขียนชื่อเรื่องกับคำอธิบายใหม่ให้ตรงกับสิ่งที่เขาถาม
หน้าที่หายไปจากผลค้นหา ไม่เท่ากับหน้าที่โดนลงโทษ
เวลาคลิกตกฮวบ สิ่งแรกที่คนคิดคือเว็บโดนลงโทษ ในความเป็นจริงสาเหตุที่พบบ่อยกว่ามีอยู่สามข้อ ข้อแรกคือคู่แข่งเพิ่งลงเนื้อหาที่ตรงกว่าในคำนั้น ข้อที่สองคือหน้าผลค้นหาของคำนั้นเปลี่ยนหน้าตา เช่น มีกล่องสรุปมาแทรกอยู่ด้านบน ทำให้ผลลัพธ์ปกติถูกดันลง ข้อที่สามคือความต้องการค้นหาลดลงตามฤดูกาล เช่น คำที่เกี่ยวกับการปิดงบจะพุ่งเฉพาะบางเดือน
วิธีแยกสามกรณีนี้ออกจากกันใช้ข้อมูลในเครื่องมือได้ทั้งหมด ถ้าการแสดงผลเท่าเดิมแต่คลิกลด แปลว่าคุณยังโผล่อยู่ แต่คนเลือกคนอื่น เป็นเรื่องของข้อความบนหน้าผลค้นหาหรือหน้าตาของผลลัพธ์ ถ้าการแสดงผลลดตามคลิก แปลว่าคุณโผล่น้อยลง เป็นเรื่องของอันดับหรือความต้องการค้นหา แล้วเช็กต่อว่าตำแหน่งเฉลี่ยแย่ลงหรือเปล่า ถ้าตำแหน่งเท่าเดิมแต่การแสดงผลลด แปลว่าคนค้นน้อยลงจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของใคร
สามงานที่ลงมือทำได้ทันทีจากตัวเลขใน Search Console
ส่วนนี้คือส่วนที่บทความภาษาไทยส่วนใหญ่ไม่ไปถึง เพราะจบที่การอธิบายว่าแต่ละช่องคืออะไร สามงานข้างล่างนี้ทำได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในบัญชีของคุณ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือเพิ่ม และทำเสร็จได้ในหนึ่งสัปดาห์ทำงาน
งานที่หนึ่ง หน้าที่อยู่อันดับแปดถึงยี่สิบ
เปิดรายงานประสิทธิภาพ กรองประเทศเป็นไทย เลือกช่วงเวลาสามเดือนล่าสุด แล้วไปที่แท็บคำค้น เรียงตามการแสดงผลจากมากไปน้อย จากนั้นมองหาคำที่ตำแหน่งเฉลี่ยอยู่ระหว่างแปดถึงยี่สิบ คำกลุ่มนี้คือกลุ่มที่คุ้มที่สุดที่จะลงแรง เพราะ Google เห็นแล้วว่าเนื้อหาของคุณเกี่ยวข้อง แค่ยังไม่ดีพอที่จะดันขึ้นหน้าแรก การขยับจากอันดับสิบสองไปอันดับหกใช้แรงน้อยกว่าการทำหน้าใหม่จากศูนย์มาก
เมื่อได้รายการคำมาแล้ว ให้จับคู่กับหน้าที่รับคำนั้นอยู่ โดยกดที่คำค้นแล้วสลับไปแท็บหน้า ระบบจะบอกว่าคำนั้นวิ่งเข้าหน้าไหน จากนั้นเปิดหน้านั้นขึ้นมาอ่านโดยสมมติว่าตัวเองเป็นคนที่พิมพ์คำนั้น แล้วถามสามคำถาม หน้านี้ตอบคำถามนั้นตรง ๆ ภายในสองย่อหน้าแรกหรือเปล่า มีหัวข้อย่อยที่ใช้คำนั้นหรือคำใกล้เคียงหรือเปล่า และมีส่วนไหนที่คู่แข่งซึ่งอยู่อันดับหนึ่งถึงสามมีแต่เราไม่มี
งานที่สอง หน้าที่คลิกหายไป
เปิดรายงานเดิม เปลี่ยนเป็นแท็บหน้า แล้วใช้ฟังก์ชันเปรียบเทียบช่วงเวลา เลือกยี่สิบแปดวันล่าสุดเทียบกับยี่สิบแปดวันก่อนหน้า ระบบจะแสดงคอลัมน์ส่วนต่างให้ เรียงจากติดลบมากที่สุด สิ่งที่ได้คือรายชื่อหน้าที่กำลังเสียทราฟฟิก ซึ่งมักเป็นหน้าที่เคยทำเงินให้คุณมาก่อน จึงคุ้มค่ากับการซ่อมมากกว่าการเขียนหน้าใหม่
เมื่อได้รายชื่อแล้ว ให้ไล่เช็กเรียงกัน หน้านั้นยังเปิดได้ปกติไหม เพิ่งมีการแก้ไขเนื้อหาหรือเปลี่ยนที่อยู่หรือเปล่า และถ้ากดเข้าไปดูรายละเอียดของหน้านั้นในรายงาน คำค้นที่หายไปคือคำไหน บ่อยครั้งคำตอบง่ายมาก เช่น หน้านั้นเคยรับคำที่เกี่ยวกับปีที่แล้ว พอขึ้นปีใหม่คนก็เปลี่ยนไปค้นด้วยปีใหม่ ซึ่งแก้ได้ด้วยการปรับเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน
งานที่สาม หน้าที่ยังไม่เข้าดัชนี
เปิดรายงานการจัดทำดัชนี ดูกองที่ไม่ได้เข้าดัชนี แล้วคัดเฉพาะหน้าที่สำคัญต่อธุรกิจ เช่น หน้าบริการ หน้าสินค้าหลัก บทความที่เพิ่งลง จากนั้นเอาที่อยู่ของหน้านั้นไปตรวจด้วยเครื่องมือตรวจรายหน้า เพื่อดูว่าติดอะไร ถ้าติดเพราะถูกกันด้วยไฟล์ robots ให้ปลดล็อก ถ้าติดเพราะระบบมองว่าซ้ำกับหน้าอื่น ให้ตัดสินใจว่าจะรวมสองหน้าเป็นหน้าเดียว หรือทำให้สองหน้าต่างกันจริง ๆ
ในเว็บไทยที่ทำหลายภาษา ปัญหาที่พบบ่อยอีกข้อคือหน้าเวอร์ชันภาษาไทยกับภาษาอังกฤษถูกมองว่าเป็นหน้าเดียวกัน เพราะโครงหน้าเหมือนกันและมีเนื้อหาส่วนที่ไม่ได้แปลปนอยู่เยอะ กรณีนี้แก้ที่การประกาศภาษาให้ถูกต้องและทำให้เนื้อหาแต่ละภาษาต่างกันจริง ไม่ใช่แค่แปลชื่อเมนู
กับดักของคำค้นภาษาไทยในหน้ารายงาน
ส่วนนี้เป็นเรื่องที่บทความต่างประเทศไม่มีทางเตือนคุณได้ เพราะมันเกิดจากธรรมชาติของภาษาไทยเอง และคนทำเว็บไทยเกือบทุกคนเคยอ่านตัวเลขผิดเพราะเรื่องนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ภาษาไทยไม่มีเว้นวรรคระหว่างคำ การกรองจึงพลาดง่าย
ในหน้ารายงานมีช่องกรองที่ให้พิมพ์ข้อความเพื่อคัดเฉพาะคำค้นที่มีข้อความนั้นอยู่ ปัญหาคือคนไทยพิมพ์ติดกันโดยไม่เว้นวรรค คำค้นเดียวกันจึงอาจปรากฏหลายรูป บางคนพิมพ์ติดหมด บางคนเว้นวรรคระหว่างคำไทยกับคำอังกฤษ บางคนใส่วรรณยุกต์ไม่ครบ ถ้าคุณกรองด้วยข้อความรูปเดียว คุณจะเห็นแค่ส่วนเดียวของความจริง แล้วสรุปว่าคำนั้นมีคนค้นน้อย ทั้งที่รวมทุกรูปแล้วอาจมากกว่าที่เห็นสองเท่า
วิธีแก้ที่ใช้ได้จริงคือกรองด้วยชิ้นส่วนที่สั้นที่สุดที่ยังมีความหมาย แทนที่จะกรองด้วยวลีเต็ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจะดูคำค้นที่เกี่ยวกับระบบอบรมพนักงาน ให้กรองด้วยคำสั้น ๆ ที่ต้องมีอยู่แน่นอนในทุกรูปแบบ แล้วค่อยไล่อ่านรายการที่ได้ด้วยตา เพราะรายการที่ผ่านการกรองแบบหลวมจะยาวขึ้นก็จริง แต่คุณจะไม่พลาดรูปแบบที่คาดไม่ถึง ซึ่งบ่อยครั้งคือรูปแบบที่มีคนค้นมากที่สุด
คำค้นแบบผสมไทยกับอังกฤษเป็นเรื่องปกติ อย่าตัดทิ้ง
ผู้ใช้ในไทยพิมพ์ปนสองภาษาในคำค้นเดียวเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะคำเทคนิคที่ไม่มีใครแปล เช่น ชื่อเครื่องมือ ชื่อแพลตฟอร์ม หรือชื่อตำแหน่งงาน เวลาไล่ดูรายการคำค้น อย่าคิดว่าคำที่มีตัวอักษรโรมันปนอยู่เป็นทราฟฟิกจากต่างประเทศ ให้ดูที่คอลัมน์ประเทศแทน และเวลาเขียนเนื้อหา ควรใช้คำในรูปที่คนพิมพ์จริง ไม่ใช่รูปที่แปลไทยทั้งหมดจนไม่มีใครค้นด้วยรูปนั้น
คำค้นบางส่วนถูกตัดออกจากรายงานตั้งแต่ต้น
ถ้าคุณเอาผลรวมของคลิกในแท็บคำค้นมาบวกกัน แล้วเทียบกับตัวเลขคลิกรวมด้านบน คุณจะพบว่าไม่เท่ากัน และส่วนต่างมักไม่น้อย สาเหตุคือ Google ไม่แสดงคำค้นที่มีคนค้นน้อยมาก เพื่อป้องกันการระบุตัวบุคคล ยิ่งเว็บเล็กและยิ่งเป็นคำเฉพาะทาง สัดส่วนที่ถูกตัดออกยิ่งสูง
ผลในทางปฏิบัติมีสองข้อ ข้อแรกคืออย่าเอาผลรวมจากแท็บคำค้นไปรายงานเป็นตัวเลขทราฟฟิกรวม ให้ใช้ตัวเลขด้านบนแทน ข้อที่สองคืออย่าสรุปว่าไม่มีใครค้นคำนั้นเลย เพียงเพราะไม่เห็นคำนั้นในรายการ วิธีเช็กที่ตรงกว่าคือดูที่ระดับหน้า ถ้าหน้าที่เขียนเรื่องนั้นมีคลิกเข้ามาแต่ไม่มีคำไหนโผล่ในรายการเลย แปลว่าทราฟฟิกกระจายอยู่ในคำหางยาวจำนวนมากที่แต่ละคำน้อยเกินกว่าจะแสดง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ใช่สัญญาณร้าย
เอาข้อมูล Search Console ไปต่อกับข้อมูลโฆษณา
ข้อมูลจากการค้นหาแบบไม่เสียเงินกับข้อมูลจากการซื้อโฆษณา ตอบคำถามคนละครึ่งของเรื่องเดียวกัน เอามาวางคู่กันเมื่อไรจะเห็นสิ่งที่แยกกันดูแล้วไม่เห็น
คำไหนควรซื้อ คำไหนไม่ต้องซื้อ
ถ้าคำใดคำหนึ่งคุณอยู่อันดับหนึ่งถึงสามในผลค้นหาปกติอยู่แล้ว และคำนั้นเป็นคำที่คนค้นชื่อแบรนด์ของคุณเอง งบที่ลงไปซื้อคำนั้นส่วนหนึ่งคือการจ่ายเพื่อซื้อคลิกที่จะได้อยู่แล้ว ในทางกลับกัน คำที่คุณอยากได้แต่ยังอยู่อันดับสามสิบ และเป็นคำที่คนใกล้ตัดสินใจซื้อ คือคำที่การซื้อโฆษณาคุ้มที่สุด เพราะกว่าจะไต่อันดับขึ้นมาเองอาจใช้เวลาหลายเดือน
การจะตัดสินใจแบบนี้ได้ต้องมีสองชุดข้อมูลอยู่ตรงหน้าพร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคือรายการคำค้นกับตำแหน่งจากเครื่องมือนี้ อีกฝั่งคือรายการคำค้นที่จ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายจริง สำหรับคนที่กำลังจัดโครงสร้างแคมเปญฝั่งโฆษณาอยู่ เราเขียนเรื่องการคุมแคมเปญแบบอัตโนมัติของ Google ไว้แล้วที่ Performance Max คืออะไร อัปเดตวิธีคุมแคมเปญ ปี 2026 ซึ่งอธิบายว่าข้อมูลคำค้นฝั่งโฆษณาทุกวันนี้ดูได้ละเอียดแค่ไหน
รวมสองฝั่งไว้ในแดชบอร์ดเดียว
เมื่อทำงานไปสักพัก การเปิดสองหน้าจอสลับไปมาทุกสัปดาห์จะกลายเป็นภาระ วิธีที่ทีมส่วนใหญ่ลงเอยคือดึงตัวเลขหลักของทั้งสองฝั่งมารวมในหน้าเดียว โดยฝั่งค้นหาเอาสี่ตัวเลขหลักกับรายการคำค้นสิบอันดับแรก ฝั่งโฆษณาเอาค่าใช้จ่าย จำนวนคลิก และผลลัพธ์ที่วัดได้ วางเรียงในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อควรระวังตอนรวมคือเรื่องนิยาม คลิกในรายงานการค้นหากับคลิกในรายงานโฆษณาไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน และช่วงเวลาที่ข้อมูลพร้อมก็ต่างกัน ฝั่งค้นหาช้ากว่าประมาณสองถึงสามวัน ถ้าเอามาวางในกราฟเดียวกันโดยไม่บอกหมายเหตุ คนอ่านจะเห็นว่าเส้นหนึ่งตกทุกปลายสัปดาห์ แล้วเข้าใจผิดทันที เราลงรายละเอียดเรื่องการเลือกตัวเลขและการวางเลย์เอาต์ไว้ที่ สร้าง Dashboard การตลาด ต้องมีตัวเลขอะไร และดึงจากไหน
จังหวะการเปิดดู รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส
เครื่องมือนี้ตายเพราะสาเหตุเดียวเสมอ คือไม่มีใครกำหนดว่าใครต้องเปิดดูเมื่อไรและดูอะไร สุดท้ายจึงเปิดดูเฉพาะตอนที่มีปัญหาแล้ว ซึ่งสายเกินไป จังหวะข้างล่างนี้ออกแบบมาให้ใช้เวลารวมไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต่อเดือน
ทุกสัปดาห์ สิบนาที
เปิดรายงานประสิทธิภาพ ช่วงยี่สิบแปดวันล่าสุด เทียบกับยี่สิบแปดวันก่อนหน้า กรองประเทศเป็นไทย ดูสี่ตัวเลขหลักว่าขึ้นหรือลง แล้วดูแท็บหน้า เรียงตามส่วนต่างติดลบ ถ้าไม่มีหน้าไหนตกเกินหนึ่งในสามก็ปิดได้เลย ถ้ามีให้จดไว้ แล้วไปตรวจในรอบเดือน
ทุกเดือน สามสิบนาที
ทำสามงานที่อธิบายไว้ข้างบนหนึ่งรอบ คืองานหน้าอันดับแปดถึงยี่สิบ งานหน้าที่คลิกหาย และงานหน้าที่ยังไม่เข้าดัชนี ผลลัพธ์ของรอบนี้คือรายการงานที่ส่งต่อให้คนเขียนเนื้อหาหรือคนดูแลเว็บได้จริง ไม่ใช่รายงานสรุปสวย ๆ ที่ไม่มีใครทำอะไรต่อ
ทุกไตรมาส หนึ่งชั่วโมง
เปิดช่วงสิบสองเดือนย้อนหลัง ดูภาพใหญ่สามเรื่อง เรื่องแรกคือกลุ่มคำค้นที่พาคนมาเปลี่ยนไปจากปีก่อนหรือไม่ เรื่องที่สองคือมีหน้าใหม่ที่ขึ้นมาเป็นหน้าหลักแทนหน้าเดิมหรือเปล่า เรื่องที่สามคือจำนวนหน้าที่เข้าดัชนีเทียบกับจำนวนหน้าที่เผยแพร่ไปทั้งหมด ถ้าสัดส่วนถ่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าคุณกำลังผลิตเนื้อหาเร็วกว่าที่ระบบเก็บไหว ซึ่งต้องแก้ที่โครงสร้างเว็บ ไม่ใช่แก้ด้วยการผลิตเพิ่ม
Search Console ไม่ได้ทำอะไรให้บ้าง และต้องมีอะไรเพิ่ม
ส่วนนี้จำเป็นพอ ๆ กับส่วนที่บอกว่ามันทำอะไรได้ เพราะความเข้าใจผิดเรื่องขอบเขตของเครื่องมือทำให้หลายบริษัทตัดสินใจผิดเรื่องงบประมาณ
ไม่ใช่เครื่องมือวิจัยคำค้น
รายการคำค้นในรายงานคือคำที่พาคนมาหาคุณแล้ว ไม่ใช่คำที่มีคนค้นในตลาด สองอย่างนี้ต่างกันมาก ถ้าเว็บของคุณไม่เคยเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลย คำที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะไม่มีวันโผล่ในรายงาน ไม่ว่าจะมีคนค้นเดือนละกี่หมื่นครั้งก็ตาม เครื่องมือนี้จึงบอกได้ว่าคุณกำลังชนะที่ไหน แต่บอกไม่ได้ว่ามีสนามไหนที่คุณยังไม่ได้ลงเล่น
สำหรับงานหาคำใหม่ คุณต้องใช้เครื่องมืออื่นที่มีข้อมูลปริมาณการค้นหาระดับตลาด และตรงนี้เราขอพูดตรง ๆ ว่า Orova SEO ไม่ใช่เครื่องมือวิจัยคำค้น ระบบของเรารับรายการคำค้นที่คุณมีอยู่แล้วเข้ามาทำงานต่อ นำเข้าเป็นไฟล์ตารางได้ แต่ไม่ได้ขุดหาปริมาณการค้นหาหรือคะแนนความยากของคำมาให้เอง ใครบอกว่าซอฟต์แวร์ตัวเดียวทำได้ครบทุกอย่างตั้งแต่หาคำจนถึงวัดผล ให้ขอดูหน้าจอจริงก่อนเซ็นสัญญาเสมอ
ไม่มีข้อมูลลิงก์ย้อนกลับแบบครบถ้วน
ในเมนูจะมีหัวข้อเกี่ยวกับลิงก์ ซึ่งแสดงเว็บที่ลิงก์มาหาคุณจำนวนหนึ่ง ข้อมูลชุดนั้นมีประโยชน์ระดับดูภาพรวม แต่ไม่ครบและไม่ได้อัปเดตเร็ว ถ้างานของคุณต้องไล่ตรวจว่าคู่แข่งได้ลิงก์จากที่ไหนบ้าง หรือต้องเฝ้าว่าลิงก์ที่เคยได้หายไปเมื่อไร ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่เก็บดัชนีลิงก์เอง ซึ่ง Orova ไม่มีข้อมูลลิงก์ย้อนกลับ เช่นกัน เราไม่ได้เก็บดัชนีลิงก์ของอินเทอร์เน็ต
ไม่ใช่โปรแกรมไล่เก็บข้อมูลทั้งเว็บ
โปรแกรมประเภทไล่เก็บข้อมูลทั้งเว็บจะเดินทุกลิงก์ในเว็บคุณแล้วรายงานปัญหาทางเทคนิคเป็นรายหน้า เช่น หน้าที่ชื่อเรื่องซ้ำกัน ลิงก์เสียภายในเว็บ รูปที่ไม่มีคำอธิบาย Search Console ไม่ทำงานแบบนั้น มันรายงานเฉพาะสิ่งที่ระบบของ Google เจอในระหว่างทางเท่านั้น
ในฝั่งของเรา ฟังก์ชันตรวจสุขภาพเว็บของ Orova SEO เป็นการตรวจตามรายการหัวข้อ ไม่ใช่การไล่เก็บข้อมูลทั้งเว็บแบบโปรแกรมเฉพาะทาง เราพูดเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นดีกว่าปล่อยให้เข้าใจผิดแล้วมาผิดหวังทีหลัง สิ่งที่ระบบของเราทำได้จริงคือเชื่อมต่อ Search Console เข้ามาอ่านข้อมูลชุดเดียวกับที่คุณเห็นในหน้าจอนี้ ตรวจสุขภาพเว็บตามรายการหัวข้อ ให้ผู้ช่วยเขียนบทความตามน้ำเสียงแบรนด์ที่คุณตั้งเอง ปรับหน้าเดิมทีละหลายที่อยู่พร้อมกัน เก็บคะแนนคู่แข่ง และดาวน์โหลดรายงานออกไปได้
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Google Search Console
ต้องเสียเงินไหม
ไม่เสีย เป็นบริการฟรีของ Google ไม่มีรุ่นเสียเงิน ไม่มีการจำกัดจำนวนเว็บที่เพิ่มได้ในทางปฏิบัติสำหรับการใช้งานทั่วไป และไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูล สิ่งที่จำกัดคือความยาวย้อนหลังของข้อมูล ซึ่งเก็บให้สิบหกเดือน
ข้อมูลย้อนหลังได้ไกลแค่ไหน
สิบหกเดือน ซึ่งแปลว่าคุณเทียบปีต่อปีได้พอดี แต่เทียบสองปีย้อนหลังไม่ได้ ทีมที่ต้องการข้อมูลยาวกว่านั้นมักส่งออกข้อมูลรายเดือนเก็บไว้เอง หรือเชื่อมข้อมูลออกไปเก็บในระบบของตัวเอง ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น ให้ตั้งงานประจำเดือนไว้เลยว่าสิ้นเดือนต้องส่งออกข้อมูลเก็บหนึ่งครั้ง ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีและช่วยชีวิตในอีกสองปีข้างหน้า
ทำไมตัวเลขไม่ตรงกับเครื่องมือวัดผลบนเว็บ
เพราะสองระบบนับคนละจุดและใช้นิยามคนละแบบ ระบบหนึ่งนับตอนคลิกบนหน้าผลค้นหา อีกระบบนับตอนหน้าเว็บทำงานเสร็จ ระหว่างสองจุดมีคนกดย้อนกลับ มีการโหลดไม่สำเร็จ มีตัวบล็อกสคริปต์ นอกจากนี้ระบบหนึ่งนับตามที่อยู่หน้าเว็บ อีกระบบนับตามเซสชัน ส่วนต่างสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ถือว่าปกติ ให้ใช้แต่ละระบบตอบคำถามที่มันถนัด อย่าพยายามทำให้ตัวเลขเท่ากัน
เว็บสำเร็จรูปที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโดเมนเอง ใช้ได้ไหม
ใช้ได้ แต่ต้องใช้แบบ URL prefix และยืนยันด้วยแท็กในส่วนหัวหรือผ่านเครื่องมือที่ติดอยู่แล้ว เพราะการยืนยันแบบ DNS ต้องแก้ระเบียนของโดเมน ซึ่งทำไม่ได้ถ้าโดเมนไม่ใช่ของคุณ ถ้าเว็บอยู่บนโดเมนย่อยของผู้ให้บริการ ให้เข้าใจไว้ด้วยว่าข้อมูลที่ได้จะผูกกับที่อยู่นั้น วันที่ย้ายไปโดเมนของตัวเองต้องเริ่มเก็บใหม่
เพิ่งเปิดเว็บใหม่ ควรรอกี่เดือนถึงจะเห็นอะไร
โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการแสดงผลภายในสองถึงสี่สัปดาห์หลังจากที่หน้าเว็บเริ่มเข้าดัชนี ส่วนคลิกจะมาช้ากว่านั้น เพราะช่วงแรกคุณจะโผล่ในตำแหน่งท้าย ๆ ก่อน สิ่งที่ควรดูในสามเดือนแรกจึงไม่ใช่จำนวนคลิก แต่เป็นจำนวนหน้าที่เข้าดัชนีและจำนวนคำค้นที่คุณเริ่มโผล่ สองตัวนี้ขยับก่อนเสมอ
กดขอจัดทำดัชนีแล้วยังไม่ขึ้น ทำยังไงต่อ
ตรวจสามอย่างเรียงกัน หนึ่ง หน้านั้นถูกกันด้วยไฟล์ robots หรือมีแท็กสั่งไม่ให้เก็บอยู่หรือเปล่า สอง หน้านั้นมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บชี้เข้าไปไหม หน้าที่ไม่มีใครลิงก์ถึงเลยเป็นหน้าที่ระบบไปถึงยาก สาม เนื้อหาในหน้านั้นซ้ำกับหน้าอื่นของคุณเองหรือเปล่า ถ้าตรวจครบสามข้อแล้วยังไม่ขึ้น ให้รอ เพราะเวลาที่ใช้จริงอาจเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่ชั่วโมง
มีหลายคนในทีม ควรให้สิทธิ์แบบไหน
ระบบมีสามระดับหลัก คือเจ้าของ ผู้ใช้ระดับเต็ม และผู้ใช้ระดับจำกัด คนที่ต้องส่งแผนผังเว็บหรือขอจัดทำดัชนีต้องมีสิทธิ์ระดับเต็มขึ้นไป ส่วนคนที่แค่ต้องดูตัวเลขให้ระดับจำกัดพอ ระดับเจ้าของควรมีอย่างน้อยสองบัญชี และหนึ่งในนั้นควรเป็นบัญชีขององค์กร ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของพนักงาน
เว็บทำสองภาษา ควรแยกทรัพย์สินไหม
ถ้าทั้งสองภาษาอยู่ใต้โดเมนเดียวกันและแยกด้วยเส้นทางในที่อยู่ ไม่จำเป็นต้องแยก เพราะกรองด้วยเส้นทางในหน้ารายงานได้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณต้องดูข้อมูลของแต่ละภาษาบ่อยมากจนเบื่อที่จะกรองทุกครั้ง การเพิ่มทรัพย์สินแบบ URL prefix แยกตามเส้นทางของแต่ละภาษาก็ทำได้และไม่ผิด สองอย่างอยู่ร่วมกันได้
ตัวอย่างการอ่านหนึ่งเดือนของเว็บบริษัทขนาดกลาง
ทฤษฎีทั้งหมดข้างบนจะชัดขึ้นเมื่อเดินผ่านตัวอย่างหนึ่งรอบ สมมติว่าเป็นเว็บบริษัทรับติดตั้งระบบหนึ่ง มีหน้าบริการหกหน้าและบทความสี่สิบชิ้น เปิดรายงานเดือนที่ผ่านมาแล้วเห็นตัวเลขว่า การแสดงผลเก้าหมื่นสองพัน คลิกหนึ่งพันสี่ร้อย CTR ประมาณหนึ่งจุดห้า และตำแหน่งเฉลี่ยยี่สิบสอง
สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การตัดสินว่าตัวเลขนี้ดีหรือไม่ดี แต่คือการกรองประเทศให้เหลือไทยก่อน สมมติว่ากรองแล้วเหลือการแสดงผลห้าหมื่นแปดพันและคลิกหนึ่งพันสามร้อย แปลว่าคลิกเกือบทั้งหมดมาจากในประเทศ ส่วนการแสดงผลอีกสามหมื่นสี่พันที่หายไปคือการโผล่ในประเทศอื่นที่ไม่มีใครกด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงตำแหน่งเฉลี่ยและ CTR ของทั้งบัญชีให้ดูแย่กว่าความจริง หลังกรองแล้ว CTR ขึ้นมาเป็นสองจุดสองและตำแหน่งเฉลี่ยดีขึ้นเป็นสิบเจ็ด นี่คือตัวเลขที่ควรเอาไปรายงาน
ขั้นต่อไปคือดูแท็บหน้า เรียงตามคลิก สมมติว่าเจอว่าคลิกหกสิบเปอร์เซ็นต์มาจากบทความเดียว ซึ่งเป็นบทความให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่หน้าบริการ นี่เป็นภาพที่พบบ่อยมากในเว็บบริษัทไทย และบอกสองอย่าง อย่างแรกคือเนื้อหาให้ความรู้ทำงานได้จริง อย่างที่สองคือคนที่เข้ามาส่วนใหญ่ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตัดสินใจซื้อ งานที่ควรทำต่อจึงไม่ใช่การเขียนบทความให้ความรู้เพิ่มอีกสิบชิ้น แต่คือการทำทางเดินจากบทความนั้นไปยังหน้าบริการให้ชัดขึ้น
ขั้นที่สามคือกลับไปแท็บคำค้น กรองเฉพาะคำที่ตำแหน่งอยู่ระหว่างแปดถึงยี่สิบ สมมติได้มายี่สิบสามคำ ในจำนวนนั้นมีเจ็ดคำที่เป็นคำเชิงพาณิชย์ชัดเจน คือมีคำว่าราคา รับติดตั้ง หรือชื่อจังหวัดอยู่ด้วย เจ็ดคำนี้คือรายการงานของเดือนถัดไป แต่ละคำเช็กว่าวิ่งเข้าหน้าไหน แล้วดูว่าหน้านั้นตอบคำถามเชิงพาณิชย์ได้ครบไหม มีราคาหรือกรอบราคาไหม มีพื้นที่ให้บริการไหม มีวิธีติดต่อที่กดได้จากมือถือไหม
ขั้นสุดท้ายคือเปิดรายงานการจัดทำดัชนี สมมติเห็นว่ามีสี่สิบหกหน้าอยู่ในกองที่ไม่ได้เข้าดัชนี ฟังดูน่าตกใจ แต่พอไล่ดูเหตุผลแล้วพบว่าสามสิบเอ็ดหน้าคือหน้าแบ่งหน้าของบล็อก ซึ่งไม่ควรเข้าดัชนีอยู่แล้ว อีกเก้าหน้าคือหน้าขอบคุณกับหน้านโยบาย เหลือหกหน้าที่เป็นบทความจริง จึงตรวจเฉพาะหกหน้านั้นก็พอ นี่คือเหตุผลที่บอกไว้ตอนต้นว่าอย่าตั้งเป้าให้ตัวเลขในกองนี้เป็นศูนย์
สรุป และรายการตรวจสิบข้อสำหรับสัปดาห์แรก
สิ่งที่ทำให้เครื่องมือนี้ต่างจากเครื่องมืออื่นคือมันเป็นข้อมูลจากระบบค้นหาโดยตรง ไม่ใช่การประมาณการ และเป็นข้อมูลของเว็บคุณเอง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด ข้อจำกัดของมันก็ชัดพอกัน คือมันบอกได้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บอกไม่ได้ว่ามีโอกาสอะไรที่คุณยังไม่ได้แตะ และมันไม่ลงมือทำอะไรแทนคุณ
ถ้าจะจำอะไรจากบทความนี้ไปข้อเดียว ให้จำลำดับนี้ กรองประเทศก่อนอ่านตัวเลขใด ๆ ดูการแสดงผลคู่กับคลิกเสมอ แล้วจบทุกรอบด้วยรายการงานที่ส่งต่อให้คนอื่นทำได้ ไม่ใช่จบด้วยภาพหน้าจอที่แปะลงสไลด์
รายการตรวจสิบข้อ
ข้อหนึ่ง เพิ่มทรัพย์สินแบบ Domain ถ้าเข้าหน้าจัดการโดเมนได้ ถ้าไม่ได้ให้ใช้แบบ URL prefix ไปก่อนแล้วบันทึกไว้ว่าต้องกลับมาทำ
ข้อสอง ยืนยันความเป็นเจ้าของด้วยวิธีที่คุณควบคุมได้เอง และเพิ่มวิธีสำรองไว้อีกหนึ่งวิธี
ข้อสาม ส่งแผนผังเว็บ แล้วเทียบจำนวนหน้าที่ค้นพบกับจำนวนหน้าที่คุณรู้ว่ามีจริง
ข้อสี่ เพิ่มบัญชีขององค์กรเข้าไปเป็นเจ้าของอีกหนึ่งบัญชี อย่าผูกไว้กับคนคนเดียว
ข้อห้า เปิดการแจ้งเตือนทางอีเมล และตรวจว่าอีเมลนั้นมีคนอ่านจริง
ข้อหก ตั้งค่ากรองประเทศเป็นไทยไว้เป็นค่าเริ่มต้นในหัวของคุณ ทุกครั้งที่เปิดรายงานให้กรองก่อนอ่าน
ข้อเจ็ด ทำรายการคำค้นที่อยู่อันดับแปดถึงยี่สิบครั้งแรก แล้วเลือกมาห้าคำที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่บริษัทขายจริงที่สุด
ข้อแปด ตรวจกองหน้าที่ไม่เข้าดัชนี แล้วแยกให้ได้ว่าหน้าไหนตั้งใจไม่ให้เข้า หน้าไหนเป็นอุบัติเหตุ
ข้อเก้า ส่งออกข้อมูลของเดือนนี้เก็บไว้หนึ่งชุด แล้วตั้งเตือนให้ทำซ้ำทุกสิ้นเดือน
ข้อสิบ เขียนลงปฏิทินทีมว่าใครเปิดดูทุกวันไหน สิบนาที ถ้าไม่มีชื่อคนกำกับไว้ รอบสัปดาห์จะหายไปภายในหนึ่งเดือน
อ่านต่อเรื่องการต่อข้อมูลค้นหาเข้ากับข้อมูลช่องทางอื่น และเรื่องการทำงานกับข้อมูลการตลาดในบริบทของทีมไทย ได้ที่หน้ารวมบทความของเราที่ Orova News ภาษาไทย ซึ่งรวมบทความด้านการตลาด การอบรมพนักงาน และงานบุคคลไว้ในที่เดียว
ต่อ Search Console เข้ากับงานที่ต้องทำต่อ
Orova SEO เชื่อมต่อ Google Search Console เข้ามาอ่านข้อมูลชุดเดียวกับที่คุณเห็นในหน้าจอนี้ ตรวจสุขภาพเว็บตามรายการหัวข้อ ให้ผู้ช่วยเขียนบทความตามน้ำเสียงแบรนด์ที่คุณตั้งเอง ปรับหน้าเดิมทีละหลายที่อยู่พร้อมกัน เก็บคะแนนคู่แข่ง และดาวน์โหลดรายงานออกไปได้ เราไม่ใช่เครื่องมือวิจัยคำค้นและไม่มีข้อมูลลิงก์ย้อนกลับ (หน้าแนะนำผลิตภัณฑ์ยังเป็นภาษาอังกฤษ)
ดู Orova SEO